นายกฯ กำชับ มหาดไทย-ตำรวจ ต้องเป็น "คู่จิ้น" ปราบอาชญากรรม สั่งเข้มด่านตรวจปืน

Share on Line Share on Facebook Share on X
นายกฯ กำชับ มหาดไทย-ตำรวจ ต้องเป็น "คู่จิ้น" ปราบอาชญากรรม สั่งเข้มด่านตรวจปืน

วันที่ 13 ส.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมถึงตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ 7 เข้าร่วม 

นายกฯ ได้มอบนโยบายให้กระทรวงมหาดไทยและตำรวจทำงานร่วมกันแบบ “คู่จิ้น” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน หรือ One Data เพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมและสร้างความสงบสุขในประเทศ การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากการจัดเวิร์กช็อประหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรแต่ละจังหวัดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมี 9

ประเด็นหลักที่ต้องการความร่วมมือ ประเด็นความร่วมมือทั้ง 9 ได้แก่ การบุกรุกที่ดิน, อาชญากรรมไซเบอร์, นอมินี, การฟอกเงิน, ผู้มีอิทธิพล (เฉพาะอันธพาล), การแก้ไขหนี้นอกระบบ, ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, การจัดการเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการป้องกันปราบปรามยาเสพติด 

สรุปข่าว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบนโยบายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำงานร่วมกันแบบ “คู่จิ้น” โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน (One Data) เพื่อปราบปรามอาชญากรรม พร้อมกำชับให้ตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนอย่างเข้มงวด และย้ำว่าหากมีผู้ใดอ้างชื่อนายกฯ หรือรัฐมนตรีโทรขอความช่วยเหลือ ให้บันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน

วันที่ 13 ส.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมถึงตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ 7 เข้าร่วม 

นายกฯ ได้มอบนโยบายให้กระทรวงมหาดไทยและตำรวจทำงานร่วมกันแบบ “คู่จิ้น” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน หรือ One Data เพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมและสร้างความสงบสุขในประเทศ การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากการจัดเวิร์กช็อประหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรแต่ละจังหวัดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมี 9

ประเด็นหลักที่ต้องการความร่วมมือ ประเด็นความร่วมมือทั้ง 9 ได้แก่ การบุกรุกที่ดิน, อาชญากรรมไซเบอร์, นอมินี, การฟอกเงิน, ผู้มีอิทธิพล (เฉพาะอันธพาล), การแก้ไขหนี้นอกระบบ, ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, การจัดการเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการป้องกันปราบปรามยาเสพติด 

นายกฯ เชื่อมั่นว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดจับมือกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด, นายอำเภอจับมือกับผู้กำกับการ, และปลัดอำเภอจับมือกับสารวัตร ปัญหาพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ งานของทั้งสองหน่วยงานอยู่ใกล้ชิดประชาชนและประชาชนต้องพึ่งพามากที่สุด จึงต้องเป็นทีมเดียวกันเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล กำลังคน และเครื่องมือในการจัดการปัญหาอย่างไร้รอยต่อตามแนวทาง “บำบัดทุกข์บำรุงสุขพิทักษ์สันติราษฎร์พิฆาตยาเสพติด” 

นายกฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเร่งด่วนในการควบคุมอาวุธปืน โดยกำชับให้เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษเพื่อป้องกันพฤติกรรมลอกเลียนแบบที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์

ในส่วนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการปิดระบบการออกใบอนุญาต ป.3 และ ป.12 ทำให้การซื้อขายครอบครองอาวุธปืนของคนทั่วไปไม่มีมา 3 ปีแล้ว นายกฯ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอาวุธปืนกว่า 10 ล้านกระบอก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประชากร และเป็นบ้านเมืองที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงได้ตลอดเวลา

ในส่วนของตำรวจและฝ่ายปกครอง นายกฯ ขอให้ร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติดเป็นหลัก โดยด่านเหล่านี้ต้องมีความพร้อมและเข้มข้น พร้อมทั้งรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้วย รัฐบาลกำลังมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ทำการยกร่างสังคายนาออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยอาวุธปืนฉบับใหม่ขึ้น เพื่อแก้ไขกฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ขานรับคำสั่งนายกฯ ในการบูรณาการร่วมกับตำรวจและฝ่ายปกครองตั้งด่านตรวจจับอาวุธปืนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในสถานที่ราชการและสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น นายกฯ ย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระสูงสุด ตามนโยบาย “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”

โดยไม่ต้องสนใจโทรศัพท์จากผู้ใดที่โทรเข้ามาขอความช่วยเหลือ เว้นแต่เป็นคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายจากผู้บังคับบัญชา นายกฯ ยืนยันว่า “นายกฯ ตัวจริงไม่โทรแน่นอน” และหากมีใครอ้างชื่อนายกฯ หรือรัฐมนตรีโทรมา ให้บันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งหากเป็นเสียงของคนในคณะรัฐมนตรีจริง นั่นคือ “วันสุดท้ายในการทำงานของเขา” นายกฯ

ขอให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ในกรอบเวลา 90 วันที่กำหนดไว้ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น รวมถึงจะมีความศรัทธาในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้นเช่นกัน

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : TNN