TNN online เมื่อ 'โซลชา' แก้การเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอลไม่ได้

TNN ONLINE

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เมื่อ 'โซลชา' แก้การเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอลไม่ได้

เมื่อ 'โซลชา' แก้การเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอลไม่ได้

เมื่อ โซลชา ไม่สามารถใช้วิธีแย่งบอลตั้งแต่แดนคู่แข่ง หรือในภาษาฟุตบอลที่คุ้นชินก็คือการเล่นแบบ Counter Pressing หรือ Gegenpressing ในภาษาเยอรมัน คือแนวทางการแย่งชิงฟุตบอลกลับมาเล่นให้เร็วที่สุด เมื่อผู้เล่นเกมรุกเสียบอล

เยอร์เก้น คล็อปป์ ,เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ,เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ,จานปิเอโร่ กาสเปรินี่ ,ยูเลี่ยน นาเกิลมันส์ ,โธมัส ทูเคิ่ล ชื่อของกุนซือเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นกุนซือที่มีเอกลักษณ์การคุมทีมเฉพาะตัว โดยเฉพาะการใช้วิธีแย่งบอลตั้งแต่แดนคู่แข่ง หรือในภาษาฟุตบอลที่คุ้นชินก็คือการเล่นแบบ Counter Pressing หรือ Gegenpressing ในภาษาเยอรมัน คือแนวทางการแย่งชิงฟุตบอลกลับมาเล่นให้เร็วที่สุด เมื่อผู้เล่นเกมรุกเสียบอล


ซึ่งจริงๆแล้วมันมาจากรากฐานของการเล่นเกมรับและใช้โอกาสสวนกลับ โดยการเพรสซิ่งจะจัดอยู่ในประเภทการเปลี่ยนจากเกมรุกเป็นเกมรับ หรือหากจะพูดง่ายก็คือการเล่นเกมรับทันทีที่เสียบอล โดยไม่ต้องถอยลงมาตั้งรับในแดนเข้าตัวเองเสมอไป ซึ่งหากสังเกตุดูดี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุุนนาร์ โซลชา อาจไม่พิศมัยนักกับแท็คติกนี้ ด้วยคาแรกเตอร์ของลูกทีมมันไม่เอื้อกับการเล่นในรูปแบบดังกล่าว แถม โซลชา เองก็ไม่ได้มีปรัชญาการเล่นแบบ Counter Pressing เป็นทุกเดิมอยู่แล้ว


ของโปรดของ โซลชา เห็นจะเป็นการเล่นกับพื้นที่ โดยใช้ความเร็ว ความคล่องตัวในแดนบน รวมไปถึงการออกบอลของผู้เล่นแดนกลางอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ หรือ แม้กระทั่ง ปอล ป็อกบา แต่อย่าลืมไปว่าผู้เล่นแนวรุกของ ปีศาจแดง และอาจรวมไปถึงมิดฟิลด์ มีใจอ่อนในการเล่นเกมรับและการแย่งบอลแบบเข้มข้น ผลการแข่งขันไม่เคยโกหกใคร โซลชา พาทีมพ่ายแพ้ให้กับฟุตบอลสไตล์นี้แบบชัดเจนไปแล้ว ชัดเจนเสียยิ่งกว่าสไตล์การเล่นของตัวเองด้วยซ้ำ


เมื่อ 'โซลชา' แก้การเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอลไม่ได้

ที่มาภาพ : AFP


และหากรวบรวมสถิติของ โอเล กุนนาร์ โซลชา ในการคุมทีมในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ชื่อของกุนซือที่้กล่าวไปข้างต้น พวกเขาเหล่านี้ทำให้บอร์ดบริหารของ ปีศาจแดง ตาสว่างแล้วว่ากุนซือที่พวกเขาเลือกทนใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน คลาสและเลเวล มันต่างกัน มันคนละระดับกับกุนซือทีมคู่แข่งร่วมลีก รวมไปถึงสโมสรชั้นนำในยุโรป


โซลชา ต้องพบกับฝันร้ายในเกม แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ที่แพ้ให้กับ เรือใบสีฟ้า 0-2 แบบไร้หนทางสู้ วิ่งไล่บอลกันเป็นลิงจนท้อไปเอง ซึ่งหากยังจำกันได้รูปเกมคล้ายกันนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นในรายการคาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ ของซีซั่นก่อน เมื่อต้นปีที่ผ่า นมา Counter Pressing ของ กวาร์ดิโอล่า ก็เปิดคลีนิคสอน โซลชา ไปได้ด้วยสกอร์เดียวกัน แถมยังเป็นการพ่ายคารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทั้งสองนัด


หากยังจำกันได้ หงส์แดง ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยสอน โอเล่ ให้รู้จัก Gegenpressing มาแล้ว ตั้งแต่เกมแดงเดือด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดย ลิเวอร์พูล บุกไปตบถึงถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 4-2 ก่อนที่จะกลับมาเจอกันอีกครั้ง กับเกมที่ว่ากันว่าน่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของ โซลชา กับ ปีศาจแดง แต่สุดท้ายยังไม่เกิดขึ้น นั่นก็คือเกมแดงเดือดที่ ลิเวอร์พูล บุกมาปู้ยี่ปู้ยำถึง 5-0 จนถึงขั้นแฟนบอลหนีกลับบ้านก่อนจบเกม


เกมนี้ แมนฯยู เริ่มต้นด้วยการใช้ Counter Pressing ใส่ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ หวังใช้หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง แต่สุดท้ายพอความเข้าใจในทีมมันไปกันไม่ได้ มันก็ตายอนาถอย่างที่เห็น


เมื่อ 'โซลชา' แก้การเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอลไม่ได้

ที่มาภาพ : AFP


สำหรับ โซลชา ในระยะหลังก็ยังเป็นของโปรดของเลสเตอร์ ซิตี้ ที่มักใช้ระบบการเพรสซิ่งแดนบนจนทำเอาเหล่าสาวก เร้ด เดวิลส์ น้ำตาตกมาแล้วนักต่อนัก ซึ่งในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา Counter Pressing ของ บี-ร็อด เล่นงานใส่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ถึง 3 เกม โดยเป็นเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอฟเอ คัพ ที่เขี่ยทีมของ โซลชา ตกรอบ รวมไปถึงเกมลีกอีกสองเกมที่ชัยชนะของเป็นของพลพรรค จิ้งจอกสยาม ด้วยสกอร์ 2-1 และ 4-2 ตามลำดับ


นอกจากกุนซือในพรีเมียร์ลีกที่เป็นของแสลงของ โซลชา และ ปีศาจแดง แล้ว ในเวทียุโรปก็เช่นกัน เพราะว่า หากมองไปที่ความพ่ายของ แมนฯยู นับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว พวกเขามักจะแพ้ให้กับบอลสไตล์ Counter Pressing ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการแพ้ให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในยุคของ โทมัส ทูเคิ่ล 1-3


และแพ้ให้กับทีมที่มีสไตล์การบุกแบบไม่ลืมหูลืมตาทั้ง แอร์เบ ไลป์ซิก ของ ยูเลี่ยน นาเกิ้ลส์มันน์ ณ เวลานั้น รวมไปถึงเกมล่าสุดในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนสลีก ที่โกงความตายไล่ตามตีเสมอ อตาลันต้า ทีมบ้าบุกของ จานปิเอโร่ กาสเปรินี่ ได้ในช่วงท้ายเกม ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นแผลใหญ่ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด เพราะตอนนี้แทบทุกทีมคงรู้แล้วอะไรคือแผนการเล่นที่ ปีศาจแดง ขยะแขยง ที่สุดในเวลานี้