รางวัลโนเบลการแพทย์ กับเทคโนโลยีที่ทำให้ “ควบคุมสมองด้วยแสง”

Share on Line Share on Facebook Share on X
รางวัลโนเบลการแพทย์ กับเทคโนโลยีที่ทำให้ “ควบคุมสมองด้วยแสง”

เปิดฉากแล้ว กับ ฤดูกาลการประกาศรางวัลโนเบล ประจำปี 2026 

นักวิทยาศาสตร์ 3 คน ได้แก่ คาร์ล ไดเซอร์รอธ (Karl Deisseroth) จิตแพทย์และนักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน และนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ปีเตอร์ เฮเกมันน์ (Peter Hegemann) และ จอร์จ นาเกล (Georg Nagel) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ จากผลงานสำคัญด้าน Optogenetics หรือออปโตเจเนติกส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ “แสง” ควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทได้

สรุปข่าว

เปิดเบื้องหลังรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ล่าสุด กับการค้นพบเทคโนโลยี “ควบคุมสมองด้วยแสง” ที่จะเปลี่ยนความเข้าใจมนุษย์ไปตลอดกาล?

เปิดฉากแล้ว กับ ฤดูกาลการประกาศรางวัลโนเบล ประจำปี 2026 

นักวิทยาศาสตร์ 3 คน ได้แก่ คาร์ล ไดเซอร์รอธ (Karl Deisseroth) จิตแพทย์และนักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน และนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ปีเตอร์ เฮเกมันน์ (Peter Hegemann) และ จอร์จ นาเกล (Georg Nagel) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ จากผลงานสำคัญด้าน Optogenetics หรือออปโตเจเนติกส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ “แสง” ควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทได้

ความสำคัญของงานวิจัยนี้ไม่ได้อยู่เพียงการค้นพบวิธีใหม่ในการทดลองกับสมอง แต่คือการเปิดประตูให้มนุษย์เข้าใจว่า สมองสร้างความทรงจำ ความรู้สึก พฤติกรรม และความผิดปกติทางระบบประสาทและจิตเวชได้อย่างไร

จากสมองที่เคยเป็น “กล่องดำ” สู่การเปิด-ปิดวงจรประสาท

ก่อนมีเทคโนโลยีนี้ นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าเซลล์ประสาทและวงจรสมองมีบทบาทต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม แต่การจะระบุให้ชัดว่า วงจรประสาทชุดใดทำหน้าที่อะไร เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

ออปโตเจเนติกส์เปลี่ยนสิ่งนี้ โดยอาศัยโปรตีนพิเศษที่ค้นพบในสาหร่าย ซึ่งสามารถตอบสนองต่อแสงได้ เฮเกมันน์และนาเกลค้นพบโปรตีนที่เรียกว่า Channelrhodopsin ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ก่อนที่ไดเซอร์รอธจะพัฒนาวิธีนำโปรตีนดังกล่าวมาใช้ควบคุมเซลล์ประสาทในสมองของสัตว์ทดลอง

พูดง่าย ๆ คือ นักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้เซลล์ประสาทบางกลุ่ม “เปิด” หรือ “ปิด” ด้วยแสง แล้วสังเกตว่าเมื่อวงจรนั้นทำงานหรือหยุดทำงาน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความทรงจำ อารมณ์ หรือพฤติกรรมอย่างไร

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คณะกรรมการโนเบลระบุว่า งานของทั้งสามคนได้วางรากฐานให้เกิด ยุคใหม่ของประสาทวิทยาศาสตร์

เพราะแทนที่จะเพียง “สังเกต” สมอง นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าไปทดสอบความสัมพันธ์ของวงจรประสาทได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

แล้วมีประโยชน์ต่อการรักษาอย่างไร?

ความสำคัญที่สุดของงานนี้คือ การทำความเข้าใจวงจรสมองอย่างละเอียดอาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและจิตเวช เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของวงจรประสาท อารมณ์ ความทรงจำ และพฤติกรรม

นักวิจัยสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ศึกษาว่า เซลล์ประสาทชนิดใดและวงจรใดเกี่ยวข้องกับความผิดปกติ ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองหาเป้าหมายใหม่สำหรับการรักษาในอนาคต

นอกจากนี้ งานวิจัยยังช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทกับอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจและลำไส้ ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการทำความเข้าใจว่าระบบประสาทควบคุมและสื่อสารกับร่างกายอย่างไร

จากห้องทดลองสู่การฟื้นฟูการมองเห็น

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าองค์ความรู้นี้กำลังเดินทางจากงานวิจัยพื้นฐานไปสู่การแพทย์ คือ การฟื้นฟูการมองเห็น

ปัจจุบันมีการทดลองทางคลินิกเพื่อนำออปโตเจเนติกส์มาใช้กับผู้ที่สูญเสียการมองเห็นจาก โรคจอตาสีเสื่อมชนิด Retinitis pigmentosa ซึ่งทำลายเซลล์รับแสงในจอตา ทั้งเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย

นักวิจัยพยายามนำโปรตีนที่ตอบสนองต่อแสงเข้าไปยังบริเวณที่เสียหายของดวงตา จากนั้นผู้ป่วยจะสวมแว่นตาพิเศษที่ปล่อยแสงเพื่อกระตุ้นโปรตีนดังกล่าว

ผลการทดลองระยะแรกพบว่า ผู้ป่วยสามารถ กลับมารับรู้ภาพบางส่วนได้ เมื่อใช้ระบบดังกล่าว

แม้จะยังไม่ใช่การทำให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติ และเทคโนโลยียังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย แต่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญว่า การค้นพบโปรตีนจากสาหร่ายและการศึกษาวงจรประสาทเมื่อหลายสิบปีก่อน สามารถพัฒนาไปสู่แนวทางการรักษามนุษย์ได้

ทำไมงานนี้จึงสำคัญถึงขั้นได้รับรางวัลโนเบล?

เพราะรางวัลนี้ไม่ได้มอบให้เพียง “วิธีการทดลองใหม่” แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความเข้าใจเกี่ยวกับสมอง

ออปโตเจเนติกส์ทำให้มนุษย์มีเครื่องมือที่ละเอียดขึ้นในการถามคำถามสำคัญว่า ความทรงจำหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร ความรู้สึกหนึ่งเกิดจากวงจรใด และพฤติกรรมของเราถูกควบคุมโดยเซลล์ประสาทกลุ่มไหน

คำถามเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือ “สมองที่ทำให้เราคิด รู้สึก จดจำ และเป็นตัวเรา ทำงานอย่างไร?”

และเมื่อเราเข้าใจกลไกเหล่านี้มากขึ้น ความหวังก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเข้าใจสมอง แต่คือการนำความรู้นั้นไปสร้าง วิธีวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคทางสมองและระบบประสาทในอนาคต

จากโปรตีนที่ค้นพบในสาหร่าย สู่การควบคุมเซลล์ประสาทด้วยแสง และกำลังเดินทางต่อไปสู่การฟื้นฟูการมองเห็น นี่คือเหตุผลที่งานวิจัยชิ้นนี้มีความหมายต่อ ทั้งวงการแพทย์และมวลมนุษยชาติ


ที่มาข้อมูล : BBC, Reuters

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย