
ภาวะเสียศูนย์ที่เกิดหลังการสูญเสีย Complicated Grief (หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Prolonged Grief Disorder: PGD)
การสูญเสียเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเจอ เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการทางจิตใจและปัจจัยต่างๆจะช่วยให้ความรู้สึกของเราค่อยๆดีขึ้น แต่หากความรู้สึกเหล่านั้นยังคงอยู่มาก และยังรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันในหลายๆด้าน นี่อาจเป็นภาวะที่เราจะต้องเฝ้าระวัง
ลักษณะของภาวะเสียศูนย์ที่เกิดหลังการสูญเสีย : เป็นผู้ที่ผ่านเหตุการณ์สูญเสียสิ่งที่รักมาแล้วนานอย่างน้อย 6 เดือน แต่ยังคงมีอาการต่อไปนี้อยู่
1. มีอาการที่เกิดจากความสูญเสียเกิดขึ้นซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 1 อาการ เป็นอยู่นานกว่าที่สังคมจะยอมรับได้
- โหยหาผู้ที่จากไปซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง
- รู้สึกเหงา อ้างว้าง บ่อยๆ
- รู้สึกไม่มีค่าอะไรที่จะมีชีวิตอยู่ หรือ คิดถึง/อยากตายบ่อยๆ เพื่อจะได้พบกับผู้ที่จากไป
- หมกมุ่น ย้ำคิด ถึงเริ่องเกี่ยวกับผู้ที่จากไป
2. มีอาการต่อไปนี้ อย่างน้อย 2 อาการ เป็นติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน
- รำพึงถึงผู้ที่จากไปซ้ำๆ/คิดถึงภาพเก่าๆ/คิดหาต้นเหตุของความตาย/"ทำไมต้องตาย"
-รู้สึกซ้ำๆว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง/ไม่สามารถยอมรับการจากไปได้
- อึ้ง/ตะลึง/ช็อคในความรู้สึกอย่างต่อเนื่อง
- รู้สึกโกรธแค้นซ้ำๆ
- มีความยากลำบากในการเชื่อใจ/ใส่ใจผู้อื่น หรือ รู้สึกอิจฉาคนอื่นที่ไม่ได้สูญเสียเช่นตน
- มีอาการปวด(หรืออาการต่างๆ)คล้ายกับของผู้ที่จากไป หรือ
ได้ยินเสียง/เห็นภาพของผู้ที่จากไป
- มีอารมณ์/ปฏิกิริยาของร่ายกายอย่างท่วมท้นเมื่อนึกถึงผู้ที่จากไป
- หลีกเลี่ยง (หรือเพิ่มความใกล้ชิด) กับ บุคคล/สิ่งของ/สถานที่ ที่เกี่ยวพันกับผู้ที่จากไป อยากเห็นหน้า/สมผัส/ได้ยินเสียง
อาการทั้งหมดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ส่งผลเสียต่อการเข้าสังคม การทำงาน หรือหน้าที่ด้านอื่นๆ

สรุปข่าว
ภาวะเสียศูนย์ที่เกิดหลังการสูญเสีย Complicated Grief (หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Prolonged Grief Disorder: PGD)
การสูญเสียเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเจอ เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการทางจิตใจและปัจจัยต่างๆจะช่วยให้ความรู้สึกของเราค่อยๆดีขึ้น แต่หากความรู้สึกเหล่านั้นยังคงอยู่มาก และยังรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันในหลายๆด้าน นี่อาจเป็นภาวะที่เราจะต้องเฝ้าระวัง
ลักษณะของภาวะเสียศูนย์ที่เกิดหลังการสูญเสีย : เป็นผู้ที่ผ่านเหตุการณ์สูญเสียสิ่งที่รักมาแล้วนานอย่างน้อย 6 เดือน แต่ยังคงมีอาการต่อไปนี้อยู่
1. มีอาการที่เกิดจากความสูญเสียเกิดขึ้นซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 1 อาการ เป็นอยู่นานกว่าที่สังคมจะยอมรับได้
- โหยหาผู้ที่จากไปซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง
- รู้สึกเหงา อ้างว้าง บ่อยๆ
- รู้สึกไม่มีค่าอะไรที่จะมีชีวิตอยู่ หรือ คิดถึง/อยากตายบ่อยๆ เพื่อจะได้พบกับผู้ที่จากไป
- หมกมุ่น ย้ำคิด ถึงเริ่องเกี่ยวกับผู้ที่จากไป
2. มีอาการต่อไปนี้ อย่างน้อย 2 อาการ เป็นติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน
- รำพึงถึงผู้ที่จากไปซ้ำๆ/คิดถึงภาพเก่าๆ/คิดหาต้นเหตุของความตาย/"ทำไมต้องตาย"
-รู้สึกซ้ำๆว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง/ไม่สามารถยอมรับการจากไปได้
- อึ้ง/ตะลึง/ช็อคในความรู้สึกอย่างต่อเนื่อง
- รู้สึกโกรธแค้นซ้ำๆ
- มีความยากลำบากในการเชื่อใจ/ใส่ใจผู้อื่น หรือ รู้สึกอิจฉาคนอื่นที่ไม่ได้สูญเสียเช่นตน
- มีอาการปวด(หรืออาการต่างๆ)คล้ายกับของผู้ที่จากไป หรือ
ได้ยินเสียง/เห็นภาพของผู้ที่จากไป
- มีอารมณ์/ปฏิกิริยาของร่ายกายอย่างท่วมท้นเมื่อนึกถึงผู้ที่จากไป
- หลีกเลี่ยง (หรือเพิ่มความใกล้ชิด) กับ บุคคล/สิ่งของ/สถานที่ ที่เกี่ยวพันกับผู้ที่จากไป อยากเห็นหน้า/สมผัส/ได้ยินเสียง
อาการทั้งหมดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ส่งผลเสียต่อการเข้าสังคม การทำงาน หรือหน้าที่ด้านอื่นๆ

การรับมือกับภาวะ "Complicated Grief"
1. ยอมรับและ "โอบกอด" ความรู้สึกตัวเอง
-อย่ากดทับความรู้สึก: หลายคนพยายามบอกตัวเองให้ "มูฟออน" หรือแกล้งทำเป็นเข้มแข็งเพราะกลัวคนรอบข้างเป็นห่วง แต่การปฏิเสธความเจ็บปวดจะยิ่งทำให้แผลอักเสบยาวนานขึ้น
-อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ: ยอมรับว่าเรากำลังแย่ กำลังโกรธ หรือกำลังคิดถึงอย่างบ้าคลั่ง การร้องไห้ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการระบายแรงกดดันภายในจิตใจ
2. ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน "ความสัมพันธ์" กับผู้ที่จากไป
-เก็บความทรงจำไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสม: อาจจัดพื้นที่เล็ก ๆ ในบ้าน เขียนไดอารี่ถึงพวกเขา หรือทำกิจกรรมดี ๆ เพื่อระลึกถึง (เช่น การทำบุญ บริจาค) เพื่อให้ความรักและความคิดถึงมีทางระบายออกในเชิงบวก
-ลดพฤติกรรมกระตุ้นที่ตึงเครียดเกินไป: หากการดูรูปภาพหรือสิ่งของของผู้จากไปทำให้เกิดอาการดิ่งลึก หรือแพนิก (Panic) ให้ค่อย ๆ เก็บสิ่งเหล่านั้นแยกไว้ก่อนชั่วคราว ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้เผชิญหน้าจนกว่าใจจะพร้อม
3. สร้างหลักยึดในชีวิตประจำวัน
-โฟกัสกับสิ่งเล็ก ๆ ที่ควบคุมได้: พยายามกินข้าวให้ตรงเวลา เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา หรือออกไปเดินรับแสงแดดตอนเช้า การขยับร่างกายจะช่วยลดสารเคมีแห่งความเครียดในสมองได้
-หลีกเลี่ยงการแยกตัวจากสังคมโดยเด็ดขาด: แม้จะไม่อยากพูดคุยกับใคร แต่การปลีกวิเวกนานเกินไปจะทำให้สมองจมปลักอยู่กับความคิดวนเวียน ลองเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคน (เช่น ร้านกาแฟ สวนสาธารณะ) แม้ไม่ได้คุยกับใครก็ยังช่วยลดความโดดเดี่ยวได้
4. มองหา "ผู้ฟังที่ปลอดภัย"
คุยกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวที่เข้าใจและไม่พูดประโยคกดดัน เช่น "ผ่านมาตั้งนานแล้ว ทำใจได้แล้ว" หรือ "เดี๋ยวก็ผ่านไป" เข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน (Support Group) การได้แชร์ความรู้สึกกับคนที่เคยผ่านการสูญเสียในลักษณะเดียวกัน จะช่วยให้เรารู้สึกว่า "เราไม่ได้เผชิญสิ่งนี้อยู่คนเดียวบนโลก"
5. การบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ
-CGT (Complicated Grief Therapy): เป็นการบำบัดเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อภาวะนี้โดยตรง นักบำบัดจะช่วยพาเราไปสำรวจ "จุดที่ติดล็อก" ในใจ ค่อย ๆ ปลดชนวนความเจ็บปวด และช่วยให้เรากลับมาสร้างเป้าหมายในชีวิตใหม่ได้
-การรักษาด้วยยา: ในรายที่ภาวะนี้ส่งผลกระทบร่วมกับโรคซึมเศร้า (Major Depression) หรือโรควิตกกังวล จิตแพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาปรับสารเคมีในสมองเพื่อช่วยบรรเทาอาการทางกาย ทำให้อารมณ์นิ่งขึ้น และพร้อมเข้าสู่กระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาได้ง่ายขึ้น
ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา https://www.facebook.com/D2JED
- "เครียดจัด!" รู้สึกโดนบีบเหมือน "สกุชชี่" อาการแบบนี้อันตรายแค่ไหน?
- "4 ข้อควรรู้" เมื่อคนใกล้ตัวมี "ความเครียด" มาร่วมโอบกอดความทุกข์ด้วยความเข้าใจ
- ความเครียดสะสมทำให้เป็นอัมพาตได้
- "วิธีประคองใจคนใกล้ตัว" เมื่อเขารู้สึกว่า "แบกโลกไว้ทั้งใบ" ให้รู้ไว้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
- วิธีโน้มน้าวคนใกล้ชิด ให้ไปพบ "จิตแพทย์" ชวนคุยเรื่องใจ ให้เป็นเรื่องง่าย จับมือก้าวผ่านไปด้วยกัน
ที่มาข้อมูล : นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ,TNN Health
ที่มารูปภาพ : Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
