มากกว่า "โรคซึมเศร้า" คือ "โรควิตกกังวล" เจาะลึกโรคจิตเวชอันดับ 1 ในสังคมไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X
มากกว่า "โรคซึมเศร้า" คือ "โรควิตกกังวล" เจาะลึกโรคจิตเวชอันดับ 1 ในสังคมไทย

ทำไมโรควิตกกังวลถึงมีคนเป็นมากกว่าโรคซึมเศร้า?


หลายคนอาจแปลกใจ เพราะเมื่อพูดถึงโรคทางจิตเวช คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโรคซึมเศร้าก่อน แต่ข้อมูลทั่วโลกพบว่า ประชากรราว 4% มีโรควิตกกังวล ขณะที่โรคซึมเศร้าอยู่ประมาณ 3–4% 


เหตุผลสำคัญคือ สมองมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้ไวต่ออันตราย ระบบความกลัวจึงมักเลือก “เตือนเกินไว้ก่อน” เปรียบเหมือนเครื่องตรวจจับควันที่ร้องเตือนง่าย เพราะการเตือนเก้อหลายครั้ง ยังปลอดภัยกว่าพลาดไฟไหม้เพียงครั้งเดียว


ความกังวลยังเกิดได้กับแทบทุกด้านของชีวิต ทั้งงาน เงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ และอนาคต สมองจึงมีวัตถุดิบให้กังวลได้ตลอดเวลา ขณะที่โรคซึมเศร้ามักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ แรงจูงใจ และการทำงานหลายระบบร่วมกัน


คนที่มีโรควิตกกังวลจำนวนมากยังทำงานหรือเรียนได้ พวกเขาอาจดูละเอียด รอบคอบ หรือเตรียมตัวเก่ง จนทั้งตัวเองและคนรอบข้างไม่รู้ว่า ภายในกำลังใช้พลังอย่างมากเพื่อควบคุมความกลัว


สรุปข่าว

ข้อมูลทั่วโลกพบว่า ประชากรราว 4% มีโรควิตกกังวล ขณะที่โรคซึมเศร้าอยู่ประมาณ 3–4% โรควิตกกังวลไม่ได้เบากว่าโรคซึมเศร้า และหากปล่อยไว้นาน ความเครียดเรื้อรังอาจบั่นทอนพลังใจจนเกิดโรคซึมเศร้าตามมาได้ *โรคทั้งสองจึงพบร่วมกันบ่อย* และควรได้รับการประเมินควบคู่กัน

ทำไมโรควิตกกังวลถึงมีคนเป็นมากกว่าโรคซึมเศร้า?


หลายคนอาจแปลกใจ เพราะเมื่อพูดถึงโรคทางจิตเวช คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโรคซึมเศร้าก่อน แต่ข้อมูลทั่วโลกพบว่า ประชากรราว 4% มีโรควิตกกังวล ขณะที่โรคซึมเศร้าอยู่ประมาณ 3–4% 


เหตุผลสำคัญคือ สมองมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้ไวต่ออันตราย ระบบความกลัวจึงมักเลือก “เตือนเกินไว้ก่อน” เปรียบเหมือนเครื่องตรวจจับควันที่ร้องเตือนง่าย เพราะการเตือนเก้อหลายครั้ง ยังปลอดภัยกว่าพลาดไฟไหม้เพียงครั้งเดียว


ความกังวลยังเกิดได้กับแทบทุกด้านของชีวิต ทั้งงาน เงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ และอนาคต สมองจึงมีวัตถุดิบให้กังวลได้ตลอดเวลา ขณะที่โรคซึมเศร้ามักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ แรงจูงใจ และการทำงานหลายระบบร่วมกัน


คนที่มีโรควิตกกังวลจำนวนมากยังทำงานหรือเรียนได้ พวกเขาอาจดูละเอียด รอบคอบ หรือเตรียมตัวเก่ง จนทั้งตัวเองและคนรอบข้างไม่รู้ว่า ภายในกำลังใช้พลังอย่างมากเพื่อควบคุมความกลัว


โลกยุคใหม่ยิ่งเร่งระบบนี้ เพราะสมองที่เคยรับมืออันตรายทีละเรื่อง ต้องเผชิญข่าวร้าย การแจ้งเตือน เศรษฐกิจ ความขัดแย้ง และการเปรียบเทียบตัวเองกับคนทั้งโลกตลอดวัน แม้ร่างกายจะนั่งอยู่บ้าน แต่สมองกลับเหมือนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงตลอดเวลา 


อัลกอริทึมก็มีส่วนโดยอ้อม เพราะเนื้อหาที่กระตุ้นความกลัวและความขัดแย้งมักดึงความสนใจได้ดี จนหลายคนได้รับอาหารของความกังวลซ้ำๆโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม โรควิตกกังวลไม่ได้เบากว่าโรคซึมเศร้า และหากปล่อยไว้นาน ความเครียดเรื้อรังอาจบั่นทอนพลังใจจนเกิดโรคซึมเศร้าตามมาได้ *โรคทั้งสองจึงพบร่วมกันบ่อย* และควรได้รับการประเมินควบคู่กัน


กล่าวได้ว่า ระบบที่ครั้งหนึ่งช่วยให้มนุษย์รอดชีวิต กำลังถูกโลกยุคใหม่ใช้งานหนักเกินไป จนหลายคนต้องใช้ชีวิตราวกับมีสัญญาณเตือนภัยดังอยู่ในสมองตลอดเวลา


ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา https://www.facebook.com/D2JED

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง