นักวิทย์เตือน “มหาสมุทรเดือด” และกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หวั่นน้ำทะเลสูง-ระบบนิเวศทรุด

Share on Line Share on Facebook Share on X
นักวิทย์เตือน “มหาสมุทรเดือด” และกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  หวั่นน้ำทะเลสูง-ระบบนิเวศทรุด

รายงานโคเปอร์นิคัสชี้อัตราการอุ่นของมหาสมุทรเพิ่มขึ้น 2 เท่าในรอบ 20 ปี อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทำสถิติสูงสุดในปี 2023, 2024 และอีกครั้งในปี 2026

นักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 100 คนออกคำเตือนครั้งสำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของมหาสมุทรทั่วโลก หลังข้อมูลล่าสุดพบว่า มหาสมุทรกำลังร้อนขึ้นในอัตราที่น่าวิตก และกำลังนำไปสู่ผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งหลายประเทศยังไม่พร้อมรับมือ

รายงานสถานะมหาสมุทรโคเปอร์นิคัส (Copernicus Ocean State Report) ฉบับที่ 10 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการตรวจวัดต่อเนื่องกว่า 40 ปี ทั้งจากดาวเทียม ทุ่นตรวจวัด และเซ็นเซอร์ในทะเล เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรทั่วโลก โดยรายงานระบุว่า นี่เป็น “คำเตือนที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบมหาสมุทร

“ปิแอร์ บาอูเรล “ผู้อำนวยการใหญ่ของ Mercator Ocean International สถาบันวิจัยไม่แสวงกำไรที่จัดทำรายงาน กล่าวว่า มหาสมุทรกำลังเปลี่ยนแปลงต่อหน้าต่อตามนุษย์ ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณที่เชื่อมโยงกันของการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว


สรุปข่าว

มหาสมุทรทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระดับที่นักวิทยาศาสตร์ออกคำเตือนครั้งสำคัญ อุณหภูมิน้ำทะเลพุ่งสูง อัตราการอุ่นเพิ่มขึ้นเท่าตัวในรอบ 20 ปี ระดับน้ำทะเลและความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายและระบบนิเวศทางทะเลเสื่อมโทรม สะท้อนภัยคุกคามที่อาจกระทบผู้คนหลายร้อยล้านคนตามแนวชายฝั่งทั่วโลก

รายงานโคเปอร์นิคัสชี้อัตราการอุ่นของมหาสมุทรเพิ่มขึ้น 2 เท่าในรอบ 20 ปี อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทำสถิติสูงสุดในปี 2023, 2024 และอีกครั้งในปี 2026

นักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 100 คนออกคำเตือนครั้งสำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของมหาสมุทรทั่วโลก หลังข้อมูลล่าสุดพบว่า มหาสมุทรกำลังร้อนขึ้นในอัตราที่น่าวิตก และกำลังนำไปสู่ผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งหลายประเทศยังไม่พร้อมรับมือ

รายงานสถานะมหาสมุทรโคเปอร์นิคัส (Copernicus Ocean State Report) ฉบับที่ 10 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการตรวจวัดต่อเนื่องกว่า 40 ปี ทั้งจากดาวเทียม ทุ่นตรวจวัด และเซ็นเซอร์ในทะเล เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรทั่วโลก โดยรายงานระบุว่า นี่เป็น “คำเตือนที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบมหาสมุทร

“ปิแอร์ บาอูเรล “ผู้อำนวยการใหญ่ของ Mercator Ocean International สถาบันวิจัยไม่แสวงกำไรที่จัดทำรายงาน กล่าวว่า มหาสมุทรกำลังเปลี่ยนแปลงต่อหน้าต่อตามนุษย์ ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณที่เชื่อมโยงกันของการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว


มหาสมุทรร้อนเร็วขึ้น

ข้อมูลในรายงานระบุว่า มหาสมุทรทั่วโลกดูดซับความร้อนส่วนเกินจากกิจกรรมการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์ถึงประมาณ 90% ส่งผลให้อุณหภูมิทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่น่ากังวลคือ อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิมหาสมุทรในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกทำสถิติสูงสุดในปี 2023, 2024 และทำสถิติสูงสุดอีกครั้งในปี 2026

เฉพาะปีที่ผ่านมา มหาสมุทรทั่วโลกดูดซับความร้อนเพิ่มอีก 23 เซตตาจูล ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ปริมาณพลังงานดังกล่าวเทียบเท่ากับพลังงานจากระเบิดปรมาณูขนาดฮิโรชิมาประมาณ 12 ลูกระเบิดขึ้นทุกวินาทีตลอดหนึ่งปี หรือราว 40 เท่าของพลังงานที่มนุษย์ทั่วโลกใช้ทั้งหมดในปี 2025

ความร้อนสะสมในมหาสมุทรกำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การเกิดคลื่นความร้อนในทะเล พายุที่รุนแรงและทำลายล้างมากขึ้น ความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเล ไปจนถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

นับตั้งแต่ปี 1999 ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8 มิลลิเมตรต่อปี หรือรวมเกือบ 10 เซนติเมตร และอัตราการเพิ่มขึ้นเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2012 ส่งผลให้ประชาชนหลายร้อยล้านคนที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายฝั่งตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะเดียวกัน มหาสมุทรยังมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นประมาณ 17% นับตั้งแต่ปี 1985 เนื่องจากดูดซับมลพิษคาร์บอนในปริมาณมากขึ้น

ทะเลเป็นกรด กระทบสิ่งมีชีวิต

ภาวะมหาสมุทรเป็นกรด หรือ Ocean Acidification บางครั้งถูกเรียกว่า “ฝาแฝดตัวร้ายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศใต้ทะเล โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่ต้องสร้างเปลือกหรือโครงสร้างจากแคลเซียมคาร์บอเนต เช่น หอยนางรม กุ้งมังกร และปะการัง ซึ่งอาจประสบปัญหาในการสร้างและรักษาเปลือกหรือโครงกระดูก บางพื้นที่กำลังเผชิญแรงกดดันรุนแรงกว่าพื้นที่อื่น โดยทะเลในยุโรปถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

“คารินา ฟอน ชุคมันน์” หนึ่งในผู้จัดทำรายงานและที่ปรึกษาอาวุโสของ Mercator Ocean International ระบุว่า ทะเลในยุโรปกำลังอยู่ภายใต้ “แรงกดดันอย่างหนัก” โดยทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลดำต่างเผชิญคลื่นความร้อนในทะเลที่ทำลายสถิติในปี 2024 โดยบางเหตุการณ์กินเวลานานกว่า 30 วัน และทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากถึง 4.6 องศาเซลเซียส

“บลังกา เฟร์นันเดซ-อัลวาเรซ” นักวิจัยจากสถาบัน Mediterranean Institute for Advanced Studies และหนึ่งในผู้จัดทำรายงาน กล่าวว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาที่อากาศร้อนผิดปกติเป็นครั้งคราว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ระบบนิเวศทางทะเลต้องดำรงชีวิตอยู่

อาร์กติกร้อนจัด น้ำแข็งขั้วโลกหดตัว

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 4.2 องศาเซลเซียสในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

ระหว่างปี 1979-2025 ปริมาณน้ำแข็งทะเลเฉลี่ยรายเดือนลดลงประมาณ 190,000 ตารางไมล์ หรือราว 492,000 ตารางกิโลเมตรต่อทศวรรษ คิดเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับขนาดของประเทศสเปนที่หายไปทุกๆ 10 ปี

อีกด้านหนึ่งของโลก น้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกทำสถิติต่ำสุดในปี 2022 และเกิดขึ้นพร้อมกับความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ครั้งใหญ่ของเพนกวินจักรพรรดิ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกเหตุการณ์ลักษณะนี้

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพาน้ำแข็งในการดำรงชีวิต

เกาะเล็กเสี่ยงหนัก รับแรงกระแทกจากระดับทะเลสูงขึ้น

ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและกำลังพัฒนาถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรมากที่สุด เนื่องจากต้องเผชิญทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น พายุหมุนที่รุนแรงกว่าเดิม คลื่นพายุซัดฝั่ง และการตายของแนวปะการัง

“ฟอน ชุคมันน์” ระบุว่า สำหรับประเทศหมู่เกาะ การเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายโดยตรงต่อเศรษฐกิจ การพัฒนา และความมั่นคง พร้อมเป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งที่พื้นที่ชายฝั่งอีกหลายแห่งอาจต้องเผชิญในอนาคต

รายงานยังระบุถึงผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วต่อมนุษย์ โดยยกตัวอย่างพายุหลุยส์ (Storm Louis) ในปี 2024 ซึ่งทำให้เกิดคลื่นสูงประมาณ 8 เมตรบริเวณชายฝั่งบางส่วนของสเปน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน

ในปีเดียวกัน พายุอีกลูกหนึ่งทำให้เกิดลมแรงต่อเนื่องในอ่าวบอทเนีย ระหว่างสวีเดนกับฟินแลนด์ จนน้ำทะเลจำนวนมากถูกพัดออกจากอ่าว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลลดลงประมาณ 1.5 เมตร และทำให้เรือข้ามฟากต้องหยุดให้บริการนานถึง 18 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงยังเพิ่มแรงกดดันต่อมหาสมุทร โดยเป็นรูปแบบความแปรปรวนตามธรรมชาติของภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติ และมีแนวโน้มรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรกำลังเกิดขึ้นในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น การลดลงของน้ำแข็งทะเล และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ

รายงานจึงเรียกร้องให้มีการติดตามและตรวจวัดมหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลและชุมชนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters/Nacho Doce