เด็กกว่าครึ่งโลกเจอภัยโลกร้อน ยูนิเซฟเตือนเสี่ยงรุนแรงขึ้นทุกปี

Share on Line Share on Facebook Share on X
เด็กกว่าครึ่งโลกเจอภัยโลกร้อน ยูนิเซฟเตือนเสี่ยงรุนแรงขึ้นทุกปี

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยระบุว่า ปัจจุบันเด็กทั่วโลกกว่าครึ่งหนึ่งกำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางสภาพอากาศอย่างน้อย 3 รูปแบบพร้อมกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การศึกษา ความเป็นอยู่ และโอกาสในอนาคต


รายงาน Children’s Climate Risk Report ระบุว่า เด็กมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน พายุ น้ำท่วม และภัยแล้งในเวลาเดียวกัน ขณะที่เด็กเกือบทุกคนบนโลก ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศรายได้ต่ำหรือประเทศพัฒนาแล้ว ต่างต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากสภาพอากาศอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบตลอดช่วงชีวิต


ยูนิเซฟเผยแพร่เรื่องราวของเด็กนักเรียนในประเทศปาปัวนิวกินี เพื่อสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากสภาพอากาศสุดขั้ว โดยเด็กหลายร้อยคนต้องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเคมป์เวลช์ที่มีจระเข้อาศัยอยู่ทุกวัน เพื่อเดินทางไปโรงเรียน หลังสะพานคนเดินที่เชื่อมชุมชนถูกกระแสน้ำพัดเสียหายจากฝนตกหนักตั้งแต่ปี 2555 และยังไม่ได้รับการซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นใหม่


สรุปข่าว

วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อเด็กทั่วโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยรายงานล่าสุดของยูนิเซฟระบุว่า เด็กกว่าครึ่งโลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางสภาพอากาศอย่างน้อย 3 รูปแบบพร้อมกัน ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัย แต่ยังบั่นทอนโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเด็กหลายล้านคนทั่วโลก

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยระบุว่า ปัจจุบันเด็กทั่วโลกกว่าครึ่งหนึ่งกำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางสภาพอากาศอย่างน้อย 3 รูปแบบพร้อมกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การศึกษา ความเป็นอยู่ และโอกาสในอนาคต


รายงาน Children’s Climate Risk Report ระบุว่า เด็กมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน พายุ น้ำท่วม และภัยแล้งในเวลาเดียวกัน ขณะที่เด็กเกือบทุกคนบนโลก ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศรายได้ต่ำหรือประเทศพัฒนาแล้ว ต่างต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากสภาพอากาศอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบตลอดช่วงชีวิต


ยูนิเซฟเผยแพร่เรื่องราวของเด็กนักเรียนในประเทศปาปัวนิวกินี เพื่อสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากสภาพอากาศสุดขั้ว โดยเด็กหลายร้อยคนต้องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเคมป์เวลช์ที่มีจระเข้อาศัยอยู่ทุกวัน เพื่อเดินทางไปโรงเรียน หลังสะพานคนเดินที่เชื่อมชุมชนถูกกระแสน้ำพัดเสียหายจากฝนตกหนักตั้งแต่ปี 2555 และยังไม่ได้รับการซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นใหม่


ด้านชาร์ลี วาลี เดวิด ผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ ระบุว่า การสูญเสียสะพานสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชน โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมที่กระแสน้ำเชี่ยวกรากและมีซากต้นไม้ไหลมาตามลำน้ำ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่เด็กจำนวนมากเจ็บป่วยจากการต้องลงน้ำทุกวัน ทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง


รายงานของยูนิเซฟยังเตือนว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและสภาพอากาศสุดขั้วกำลังสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ถนน สะพาน โรงเรียน และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของเด็กและครอบครัวในหลายประเทศ


การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศ 8 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมชายฝั่ง ภัยแล้ง อุณหภูมิสูงจัด ไฟป่า คลื่นความร้อน น้ำท่วมจากแม่น้ำ พายุฝุ่นและทราย รวมถึงพายุหมุนเขตร้อน


ผลการศึกษาพบว่า ภูมิภาคซาเฮลในทวีปแอฟริกาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยมีเด็กมากกว่า 4 ล้านคนต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูงจัด และพายุฝุ่นพร้อมกัน ขณะที่ประเทศในเอเชีย เช่น บังกลาเทศ เมียนมา และปากีสถาน เป็นพื้นที่ที่เด็กต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางสภาพอากาศหลากหลายรูปแบบมากที่สุดในโลก


อย่างไรก็ตาม ยูนิเซฟระบุว่าประเทศที่มีรายได้สูงก็ไม่ได้รอดพ้นจากผลกระทบดังกล่าว โดยในอิตาลีมีเด็กมากกว่า 6 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ยืดเยื้อ


นางแคทเธอรีน รัสเซลล์ ผู้อำนวยการบริหารยูนิเซฟ กล่าวว่า ชีวิตของเด็กทั่วโลกกำลังถูกเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง และน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น โดยขณะนี้เด็กกว่าครึ่งโลกกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศอย่างน้อย 3 รูปแบบในเวลาเดียวกัน


ยูนิเซฟจึงเรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมลงทุนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับระบบบริการพื้นฐานที่เด็กต้องพึ่งพา ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต และปกป้องคุณภาพชีวิตของเด็กทั่วโลกในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : UNICEF

ที่มารูปภาพ : Envato