ใกล้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนใหม่ ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯต่างรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำในชีวิตประจำวัน หรือแทบเรียกได้ว่าบางด้านคุณภาพชีวิตค่อนข้างแย่ทั้งปัญหารถติด ฝุ่นควัน และน้ำท่วมที่เป็นปัญหาหนักสุด แต่อีกปัญหาที่น่าห่วงคือกรุงเทพฯ กำลังติดกลุ่มเมืองที่เสี่ยงเผชิญความร้อนจัดรุนแรงที่สุดในอาเซียน โดยรายงานล่าสุดของศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 (ปีพ.ศ. 2593) หรืออีก 24 ปี เมืองหลวงของไทยอาจต้องเจอวันที่ร้อนจัด หรือวันที่อุณหภูมิทะลุ 35 องศาเซลเซียส (°C) มากถึง 120 วันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปัจจุบันที่ราว 45 วัน
ซึ่งสัญญาณวิกฤตเริ่มชัดขึ้นเมื่อพบว่าปีนี้กรุงเทพฯ ต้องเผชิญดัชนีความร้อนระดับ ‘อันตราย’ ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริงเมื่อรวมความชื้น ติดต่อกันอย่างน้อย 19 วันจนถึงกลางเดือนเมษายน จนทางการต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
สำหรับตัวเลข 120 วันต่อปีนี้มาจากรายงานของ ACE องค์กรระหว่างรัฐบาลที่สนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานของ 10 ชาติอาเซียน ซึ่งชี้ว่าความร้อนจัดกำลังกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเมืองต่างๆ ในภูมิภาค โดยกรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด คาดว่าอุณหภูมิพื้นผิวสูงสุดรายวันอาจแตะ 38.1°C ภายในกลางศตวรรษ จากที่เคยอยู่ที่ 33.3°C ในปี 2000 หรือปีพ.ศ.2543
ขณะที่เมืองใหญ่อื่นๆในอาเซียนก็เสี่ยงไม่ต่างกัน ทั้งจาการ์ตา, มะนิลา, โฮจิมินห์ และกัวลาลัมเปอร์ ที่อุณหภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5°C เทียบกับปี 2000 ส่วนสิงคโปร์คาดว่าวันที่อุณหภูมิเกิน 35°C อาจเพิ่มจาก 25 วันเป็น 85 วันต่อปี ซึ่งการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็วผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังก่อให้เกิดความร้อนในระดับที่แทบทนไม่ไหว
สรุปข่าว
ใกล้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนใหม่ ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯต่างรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำในชีวิตประจำวัน หรือแทบเรียกได้ว่าบางด้านคุณภาพชีวิตค่อนข้างแย่ทั้งปัญหารถติด ฝุ่นควัน และน้ำท่วมที่เป็นปัญหาหนักสุด แต่อีกปัญหาที่น่าห่วงคือกรุงเทพฯ กำลังติดกลุ่มเมืองที่เสี่ยงเผชิญความร้อนจัดรุนแรงที่สุดในอาเซียน โดยรายงานล่าสุดของศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 (ปีพ.ศ. 2593) หรืออีก 24 ปี เมืองหลวงของไทยอาจต้องเจอวันที่ร้อนจัด หรือวันที่อุณหภูมิทะลุ 35 องศาเซลเซียส (°C) มากถึง 120 วันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปัจจุบันที่ราว 45 วัน
ซึ่งสัญญาณวิกฤตเริ่มชัดขึ้นเมื่อพบว่าปีนี้กรุงเทพฯ ต้องเผชิญดัชนีความร้อนระดับ ‘อันตราย’ ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริงเมื่อรวมความชื้น ติดต่อกันอย่างน้อย 19 วันจนถึงกลางเดือนเมษายน จนทางการต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
สำหรับตัวเลข 120 วันต่อปีนี้มาจากรายงานของ ACE องค์กรระหว่างรัฐบาลที่สนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานของ 10 ชาติอาเซียน ซึ่งชี้ว่าความร้อนจัดกำลังกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเมืองต่างๆ ในภูมิภาค โดยกรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด คาดว่าอุณหภูมิพื้นผิวสูงสุดรายวันอาจแตะ 38.1°C ภายในกลางศตวรรษ จากที่เคยอยู่ที่ 33.3°C ในปี 2000 หรือปีพ.ศ.2543
ขณะที่เมืองใหญ่อื่นๆในอาเซียนก็เสี่ยงไม่ต่างกัน ทั้งจาการ์ตา, มะนิลา, โฮจิมินห์ และกัวลาลัมเปอร์ ที่อุณหภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5°C เทียบกับปี 2000 ส่วนสิงคโปร์คาดว่าวันที่อุณหภูมิเกิน 35°C อาจเพิ่มจาก 25 วันเป็น 85 วันต่อปี ซึ่งการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็วผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังก่อให้เกิดความร้อนในระดับที่แทบทนไม่ไหว
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัจจุบันตอนกลางคืนอันตรายไม่แพ้กลางวัน เพราะเมื่ออุณหภูมิไม่ลดลง ร่างกายจะฟื้นตัวยาก เสี่ยงต่อภาวะเพลียแดดและฮีทสโตรก ปัญหานี้รุนแรงเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ เพราะพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากรต่ำกว่ามาตรฐานโลกมาก โดย ADPC พบว่าเขตใจกลางเมืองร้อนกว่าเขตชานเมือง โดยเขตที่หนักที่สุดคือ สัมพันธวงศ์, ป้อมปราบศัตรูพ่าย และบางรัก
นอกจากนั้นความร้อนจัดยังกระทบกลุ่มคนรายได้น้อย, แรงงานกลางแจ้ง และผู้อาศัยในชุมชนแออัดหนักกว่าคนกลุ่มอื่น โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานกลางแจ้งราว 1.3 ล้านคน หรือราว 1 ใน 4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลงในช่วงอากาศร้อนจัดอยู่แล้ว
และหากปล่อยไว้โดยไม่ปรับตัว ความสูญเสียด้านประสิทธิภาพแรงงานจากความร้อนและความชื้นอาจสูงถึง 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 5.08 แสนล้านบาท ต่อปีภายในปี 2050 หรือราว 6% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของเมือง
ขณะที่กรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนราษฎร์อยู่ที่ประมาณ 5.42 - 5.52 ล้านคน ตัวเลขนี้เป็นเพียงผู้ที่มีชื่อในทะเบียนบ้านเท่านั้น หากรวมประชากรแฝงและผู้ที่เข้ามาทำงาน คาดว่าจะมีประชากรที่อาศัยอยู่จริงสูงกว่า 10-18 ล้านคน
ทว่าการแก้ปัญหาความร้อนที่ปลายเหตุด้วยการแห่กันพึ่งเครื่องปรับอากาศก็ดันความต้องการพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้สูงขึ้น กลายเป็นวงจรที่ยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคืนความร้อนกลับสู่เมือง และสถานการณ์อาจถูกซ้ำเติมจากปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ สำหรับทางออกระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญชูแนวคิด ‘Passive Cooling’ หรือการออกแบบเมืองให้เย็นลงโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ ผ่านการระบายอากาศ, การสร้างร่มเงา, การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่ง ACE ประเมินว่าหากทำจริงจังจะช่วยลดการใช้พลังงานเพื่อความเย็นได้ 20-30%
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไทยพร้อมรับมืออนาคตที่ร้อนขึ้นได้ดีกว่าหลายประเทศ จากการให้ความสำคัญกับการปรับตัวและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดย ACE จัดอันดับความสามารถในการปรับตัวของไทยอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง เป็นรองเพียงสิงคโปร์, มาเลเซีย และบรูไน
- NOAA ประกาศเอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อทวีความรุนแรงปลายปี อาจรุนแรงสุดในรอบศตวรรษ
- ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” เริ่มต้นขึ้นแล้ว นักวิทย์คาดทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงช่วงปลายปี
- โลกเดือดพืชผลลดลง อาหารแพงขึ้น ประชากรพันล้านคนเสี่ยงสูง
- โลกยังเดือดไม่หยุด พ.ค.69 ร้อนเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์โลก!
- ฟุตบอลโลกยุคโลกร้อน! หวั่นผู้ชมป่วยลมแดด เชียร์บอลอาจไม่สนุกอย่างที่คิด
ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : TNN
