เตือนภัยซูเปอร์เอลนีโญ! กทม. เสี่ยงร้อนแตะ 54 องศาฯ วิกฤตใหญ่กำลังมา

Share on Line Share on Facebook Share on X
เตือนภัยซูเปอร์เอลนีโญ!  กทม. เสี่ยงร้อนแตะ 54 องศาฯ วิกฤตใหญ่กำลังมา

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เสี่ยงดันอุณหภูมิไทยพุ่ง กระทบทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และระบบเศรษฐกิจ

ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยผลการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์เอลนีโญอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศชั้นนำของโลก ได้แก่ NOAA ของสหรัฐฯ, JMA ของญี่ปุ่น และ APCC ของเกาหลีใต้ ต่างประเมินตรงกันว่าโลกได้เข้าสู่อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมีโอกาสมากกว่า 60% ที่จะพัฒนาไปสู่ภาวะเอลนีโญรุนแรง

สรุปข่าว

“ดร.เสรี” เตือนโลกเข้าสู่ “ภาวะเอลนีโญ” แล้ว และมีโอกาสพัฒนาเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งในรอบ 25-70 ปี คาดว่าในช่วงมีนาคม-เมษายน 2570 ประเทศไทยจะเผชิญอุณหภูมิสูงผิดปกติ โดยกรุงเทพฯ อาจมีค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) พุ่งถึง 50-54 องศาเซลเซียส เพิ่มความเสี่ยงโรคลมแดดอย่างมาก นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า แหล่งน้ำ ภาคเกษตร และแรงงานกลางแจ้ง พร้อมเพิ่มความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เสี่ยงดันอุณหภูมิไทยพุ่ง กระทบทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และระบบเศรษฐกิจ

ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยผลการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์เอลนีโญอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศชั้นนำของโลก ได้แก่ NOAA ของสหรัฐฯ, JMA ของญี่ปุ่น และ APCC ของเกาหลีใต้ ต่างประเมินตรงกันว่าโลกได้เข้าสู่อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมีโอกาสมากกว่า 60% ที่จะพัฒนาไปสู่ภาวะเอลนีโญรุนแรง

ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์ดัชนีเอลนีโญเฉลี่ย 3 เดือนในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์จากแบบจำลองของ JAMSTEC ประเทศญี่ปุ่น พบว่า มีความเป็นไปได้ที่โลกจะเผชิญภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในระดับ 2.2-2.5 ซึ่งถือเป็นระดับที่พบได้ไม่บ่อยนัก โดยอาจเกิดขึ้นในรอบ 25-70 ปี

หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ศูนย์ฯ คาดว่าอุณหภูมิของประเทศไทยในช่วงเดือนเมษายน 2570 อาจสูงกว่าค่าปกติราว 1.5-2.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้งที่รุนแรงมากขึ้นพร้อมกัน

นักวิชาการระบุว่า ผลกระทบของเอลนีโญต่ออุณหภูมิบนแผ่นดินมักไม่เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรสูงสุด แต่จะมีช่วงเวลาหน่วงหรือ Lag ประมาณ 3-6 เดือน ทำให้ผลกระทบด้านความร้อนมีแนวโน้มปรากฏชัดเจนในประเทศไทยช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2570

สำหรับพื้นที่เมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร แบบจำลองภูมิอากาศประเมินว่าอุณหภูมิอากาศที่วัดจากเทอร์โมมิเตอร์อาจเฉลี่ยอยู่ที่ 39-41 องศาเซลเซียส ขณะที่ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งสะท้อนความรู้สึกร้อนที่ร่างกายได้รับจริง อาจพุ่งสูงถึง 50-54 องศาเซลเซียส เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด หรือ Heat Stroke ในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพแล้ว ศูนย์ฯ ยังเตือนให้เฝ้าระวังความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าของประเทศที่อาจต้องเผชิญความต้องการใช้พลังงานสูงสุดจากการเปิดเครื่องปรับอากาศพร้อมกันทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม จนเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดับเฉพาะจุด หรือความเสียหายของหม้อแปลงและระบบสายส่งไฟฟ้า

ภาคเกษตรกรรมก็เป็นอีกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเร่งการระเหยของน้ำ ทำให้ปริมาณน้ำสำรองในลุ่มน้ำหลักลดลงรวดเร็ว ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การรักษาระบบนิเวศ และการควบคุมความเค็มของแหล่งน้ำ

ขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง โลจิสติกส์ หรือภาคการเกษตร อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเวลาทำงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลา 12.00-16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงด้านความร้อนสูงสุด เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของแรงงาน

ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ระบุว่า แม้การคาดการณ์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สัญญาณล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากเอลนีโญที่อาจรุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งในมิติของสภาพอากาศ ทรัพยากรน้ำ ระบบพลังงาน และสุขภาพของประชาชน

ภาพ: NASA

ที่มา: FB รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

_____

#TNNEARTH #weather #เอลนีโญ #น้ำท่วม #อากาศร้อน #คลื่นความร้อน #ภัยแล้ง 

_____

ที่มาข้อมูล : FB รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

ที่มารูปภาพ : NASA