สิงหาคม 2569 เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
สิงหาคม 2569  เดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ข้อมูลสภาพภูมิอากาศล่าสุดชี้ว่า เดือนสิงหาคม 2569 เป็นหนึ่งในเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกมา โดยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทำสถิติสูงสุดเทียบเท่าเดือนกรกฎาคม 2566 ท่ามกลางอุณหภูมิมหาสมุทรที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว

บริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส หรือ C3S เปิดเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 62.5 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 16.9 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมช่วงปี 2393–2443 ถึง 1.65 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เดือนสิงหาคม 2569 กลายเป็นเดือนสิงหาคมที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล และทำสถิติเทียบเท่าเดือนกรกฎาคม 2566 ซึ่งก่อนหน้านี้ถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิของทั้งสองเดือนแตกต่างกันไม่ถึง 0.01 องศาเซลเซียส

สรุปข่าว

โลกยังร้อนต่อเนื่อง และล่าสุดเดือนสิงหาคม 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งเดือนประวัติศาสตร์ เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกทำสถิติร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา เทียบเท่าเดือนกรกฎาคม 2566 โดยมีทั้งภาวะโลกร้อนในระยะยาว อุณหภูมิมหาสมุทรที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และเอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรง เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้น

ข้อมูลสภาพภูมิอากาศล่าสุดชี้ว่า เดือนสิงหาคม 2569 เป็นหนึ่งในเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกมา โดยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทำสถิติสูงสุดเทียบเท่าเดือนกรกฎาคม 2566 ท่ามกลางอุณหภูมิมหาสมุทรที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว

บริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส หรือ C3S เปิดเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 62.5 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 16.9 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมช่วงปี 2393–2443 ถึง 1.65 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เดือนสิงหาคม 2569 กลายเป็นเดือนสิงหาคมที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล และทำสถิติเทียบเท่าเดือนกรกฎาคม 2566 ซึ่งก่อนหน้านี้ถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิของทั้งสองเดือนแตกต่างกันไม่ถึง 0.01 องศาเซลเซียส

ที่น่าสนใจคือ เดือนสิงหาคมปีนี้ยังมีอุณหภูมิสูงกว่าเดือนกรกฎาคม 2569 ราว 0.1 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อย เพราะโดยทั่วไปเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุด ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2483 มีเพียง 5 ปี ได้แก่ 2488, 2494, 2498, 2528 และ 2569 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยเดือนสิงหาคมสูงกว่าเดือนกรกฎาคม

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สถิติความร้อนครั้งนี้เกิดจากปัจจัยร่วมระหว่างภาวะโลกร้อนในระยะยาวจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และอุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการก่อตัวและทวีความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก

แม้เดือนสิงหาคมจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกได้ก้าวข้ามเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป้าหมายดังกล่าวพิจารณาจากค่าเฉลี่ยอุณหภูมิในระยะยาว อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิรายเดือนที่พุ่งสูงขึ้นสะท้อนว่าโลกกำลังเข้าใกล้ระดับดังกล่าวมากขึ้นเรื่อย ๆ

อุณหภูมิของมหาสมุทรถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันอุณหภูมิโลกให้สูงเป็นพิเศษในเดือนสิงหาคม โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในพื้นที่นอกเขตขั้วโลก อยู่ที่ประมาณ 69.9 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 21.1 องศาเซลเซียส ถือเป็นค่าเฉลี่ยเดือนสิงหาคมที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเทียบเท่ากับสถิติสูงสุดรายเดือนที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2567

นอกจากนี้ ในวันที่ 24 และ 25 สิงหาคม อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกแตะระดับประมาณ 21.1 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติสูงสุดรายวันที่เคยเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2567

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาของ AccuWeather ระบุว่า สิ่งที่น่าจับตาคือความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ตั้งแต่ชั้นบรรยากาศไปจนถึงมหาสมุทร ขณะที่เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของอุณหภูมิโลกที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

ข้อมูลของโคเปอร์นิคัสยังพบว่า อุณหภูมิมหาสมุทรทำสถิติสูงสุดของวันนั้น ๆ ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน โดยเฉพาะบริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออก ซึ่งมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์และเกิดคลื่นความร้อนในทะเลระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก ขณะที่เอลนีโญกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและเร็วกว่าช่วงเวลาปกติของปี

ความร้อนของมหาสมุทรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น แต่ยังพบอุณหภูมิสูงผิดปกติในพื้นที่บางส่วนของแปซิฟิกตอนเหนือ มหาสมุทรซีกโลกใต้ แอตแลนติกเหนือบริเวณกึ่งเขตร้อน รวมถึงทะเลรอบยุโรป

สถิติอุณหภูมิโลกครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากเดือนกรกฎาคม 2569 สร้างสถิติเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกในสหรัฐฯ 48 รัฐที่อยู่ติดกัน โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย ประมาณ 24.9 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติที่มีข้อมูลย้อนหลังถึงปี 2438 และสูงกว่าช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงในเดือนกรกฎาคม 2479 ซึ่งเกิดขึ้นในยุคฝุ่นพายุ หรือ Dust Bowl

สหรัฐฯ เผชิญโดมความร้อนหลายระลอก ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูง ขณะที่ภาวะแห้งแล้งและความชื้นในดินที่ลดลงทำให้พื้นดินดูดซับและสะสมความร้อนได้มากขึ้น

ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า 4 รัฐ ได้แก่ ยูทาห์ โคโลราโด นิวเม็กซิโก และแอริโซนา เผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยยูทาห์ โคโลราโด และนิวเม็กซิโกทำสถิติร้อนที่สุดในรอบ 132 ปี ส่วนแอริโซนาเสมอสถิติร้อนที่สุด ขณะที่อุณหภูมิในรัฐเหล่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมากกว่า 5 องศา

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า แม้อากาศร้อนทำลายสถิติยังคงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่กำลังเกิดถี่ขึ้น เนื่องจากค่าอุณหภูมิพื้นฐานของโลกสูงขึ้น ทำให้การเกิดความร้อนสุดขั้วสามารถผลักดันอุณหภูมิขึ้นสู่ระดับทำลายสถิติได้ง่ายกว่าในอดีต

ขณะเดียวกัน เดือนสิงหาคมยังปิดฉากฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในยุโรปตะวันตก ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2546

อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมอยู่ที่ประมาณ 21.7 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2534–2563 ถึง 2.6 องศาเซลเซียส

พื้นที่เกือบทั้งหมดของอังกฤษ เวลส์ และเบลเยียม รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส สเปน อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย เผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีฐานข้อมูลของโคเปอร์นิคัส

คลื่นความร้อนเกิดขึ้นหลายระลอกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ประกอบกับสภาพอากาศแห้งแล้งในวงกว้าง ส่งผลให้ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ฮังการี โรมาเนีย และเซอร์เบีย เผชิญภัยแล้งรุนแรง ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญของยุโรปหลายสาย เช่น แม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ ลดลงอย่างรวดเร็ว กระทบต่อระบบนิเวศ การเกษตร และการขนส่ง

สำหรับภาพรวมของซีกโลกเหนือ ช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2569 มีอุณหภูมิเฉลี่ยเทียบเท่ากับฤดูร้อนปี 2567 ซึ่งเป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2567 อย่างไรก็ตาม การที่ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจผลักดันให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงเดือนสุดท้ายของปี

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ผลกระทบจากเอลนีโญอาจเพิ่งเริ่มต้น เนื่องจากปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงกระแสลมเจ็ตสตรีม ตำแหน่งเส้นทางพายุ รวมถึงรูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายพื้นที่ทั่วโลก และอิทธิพลของเอลนีโญในครั้งนี้อาจส่งผลต่อสภาพอากาศไปไกลกว่าบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า


ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters