วัด "โลกร้อน" ได้อย่างไร? เผยข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ เพื่อยืนยันว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง

Share on Line Share on Facebook Share on X
วัด "โลกร้อน" ได้อย่างไร?  เผยข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ใช้  เพื่อยืนยันว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง

หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า ในเมื่อแต่ละวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางวันร้อนจัด บางวันฝนตกหนัก หรือบางช่วงกลับเย็นกว่าปกติ แล้วนักวิทยาศาสตร์รู้ได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเกิดขึ้นจริง

 

คำตอบคือ นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้ข้อมูลสภาพอากาศเพียงวันเดียว หรือเหตุการณ์สุดขั้วเพียงครั้งเดียวมาตัดสิน แต่ใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีจากทั่วโลก เพื่อตรวจสอบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลก

 

การติดตามสภาพภูมิอากาศเริ่มจากเครือข่ายสถานีตรวจอากาศภาคพื้นดินหลายหมื่นแห่งทั่วโลก ควบคู่กับข้อมูลจากดาวเทียม เรือสำรวจ ทุ่นตรวจวัดในมหาสมุทร และบอลลูนตรวจอากาศ ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง และติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างแม่นยำ

 

สรุปข่าว

นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้วัด "โลกร้อน" จากอากาศเพียงวันเดียว แต่ใช้ข้อมูลที่เก็บต่อเนื่องหลายสิบปีจากสถานีตรวจอากาศ ดาวเทียม มหาสมุทร และธารน้ำแข็งทั่วโลก ข้อมูลชี้ตรงกันว่า อุณหภูมิโลกและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น หลักฐานจากหลายแหล่งจึงยืนยันตรงกันว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีสาเหตุหลักจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์

หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า ในเมื่อแต่ละวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางวันร้อนจัด บางวันฝนตกหนัก หรือบางช่วงกลับเย็นกว่าปกติ แล้วนักวิทยาศาสตร์รู้ได้อย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเกิดขึ้นจริง

 

คำตอบคือ นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้ข้อมูลสภาพอากาศเพียงวันเดียว หรือเหตุการณ์สุดขั้วเพียงครั้งเดียวมาตัดสิน แต่ใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีจากทั่วโลก เพื่อตรวจสอบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลก

 

การติดตามสภาพภูมิอากาศเริ่มจากเครือข่ายสถานีตรวจอากาศภาคพื้นดินหลายหมื่นแห่งทั่วโลก ควบคู่กับข้อมูลจากดาวเทียม เรือสำรวจ ทุ่นตรวจวัดในมหาสมุทร และบอลลูนตรวจอากาศ ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง และติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างแม่นยำ

 

อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว นักวิทยาศาสตร์ยังเฝ้าติดตามตัวแปรสำคัญอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิน้ำทะเล ปริมาณความร้อนที่สะสมในมหาสมุทร ระดับน้ำทะเล การละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก พื้นที่น้ำแข็งทะเลที่ลดลง รวมถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ

 

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า สิ่งสำคัญคือต้องแยกความแตกต่างระหว่าง "สภาพอากาศ" (Weather) กับ "สภาพภูมิอากาศ" (Climate) โดยสภาพอากาศคือสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ ขณะที่สภาพภูมิอากาศคือค่าเฉลี่ยของสภาพอากาศในช่วงเวลายาวนานกว่า 30 ปี ดังนั้น วันที่อากาศเย็นผิดปกติ หรือพายุที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ไม่สามารถใช้ยืนยันหรือปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

 

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญ คือแนวโน้มในระยะยาว ซึ่งข้อมูลจากทั่วโลกต่างแสดงไปในทิศทางเดียวกันว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น มหาสมุทรดูดซับความร้อนมากขึ้น ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยและรุนแรงกว่าในอดีต


เมื่อหลักฐานจากหลายแหล่งสอดคล้องกัน ทั้งบนพื้นดิน มหาสมุทร และจากอวกาศ นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีสาเหตุหลักจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล


แม้สภาพอากาศในแต่ละวันจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลที่สะสมต่อเนื่องหลายทศวรรษ ภาพรวมที่ปรากฏชัดคือ โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบต่อทั้งระบบภูมิอากาศ ระบบนิเวศ และการดำรงชีวิตของผู้คนทั่วโลก

ที่มาข้อมูล : 13newsnow.com

ที่มารูปภาพ : NASA