เกาหลีเหนือทดสอบหัวรบระเบิดลูกปราย อ้างทำลายพื้นที่ได้ 75-81 ไร่

Share on Line Share on Facebook Share on X
เกาหลีเหนือทดสอบหัวรบระเบิดลูกปราย อ้างทำลายพื้นที่ได้ 75-81 ไร่

สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือ รายงานในวันนี้ (1 พ.ย.) ว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การป้องกันประเทศได้ทำการทดสอบระบบอาวุธสำคัญ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมกับได้เผยแพร่ภาพตัดต่อซึ่งประกอบด้วยภาพถ่าย 6 ภาพที่แสดงให้เห็นถึงการยิงทดสอบขีปนาวุธ

KCNA ระบุว่า การทดสอบมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพร้อมในการนำไปใช้งานจริงในสนามรบและอานุภาพทำลายล้างของหัวรบระเบิดลูกปราย หรือระเบิดพวง (Cluster-bomb) ที่จะใช้ติดตั้งกับขีปนาวุธทิ้งตัวทางยุทธวิธี

สรุปข่าว

เกาหลีเหนือทดสอบหัวรบระเบิดลูกปรายสำหรับติดตั้งกับขีปนาวุธทิ้งตัวทางยุทธวิธี โดยระบุว่าสามารถทำลายพื้นที่เป้าหมายได้กว้างถึง 75-81 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและแสดงแสนยานุภาพทางทหารให้ทันสมัย

สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือ รายงานในวันนี้ (1 พ.ย.) ว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การป้องกันประเทศได้ทำการทดสอบระบบอาวุธสำคัญ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมกับได้เผยแพร่ภาพตัดต่อซึ่งประกอบด้วยภาพถ่าย 6 ภาพที่แสดงให้เห็นถึงการยิงทดสอบขีปนาวุธ

KCNA ระบุว่า การทดสอบมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความพร้อมในการนำไปใช้งานจริงในสนามรบและอานุภาพทำลายล้างของหัวรบระเบิดลูกปราย หรือระเบิดพวง (Cluster-bomb) ที่จะใช้ติดตั้งกับขีปนาวุธทิ้งตัวทางยุทธวิธี

ผลการทดสอบพบว่าหัวรบระเบิดลูกหว่านมาตรฐาน Type 2 สามารถทำลายพื้นที่เป้าหมายได้กว้างถึง 75-81 ไร่ โดยหัวรบระเบิดลูกปรายแบ่งออกเป็น 4 ประเภท แต่เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือไม่เปิดเผยรายละเอียดที่ลึกลงไปมากกว่านี้ แต่เกาหลีเหนือจะเสริมสร้างขีดความสามารถให้หน่วยทหารของตนเองสามารถใช้ระเบิดได้ทุกประเภทตามวัตถุประสงค์ทางยุทธวิธีภายในสิ้นปี 2026

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้เร่งแสดงแสนยานุภาพด้วยการทดสอบขีปนาวุธหลายครั้งและการจัดแสดงนิทรรศการโดรน ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัย

เกาหลีเหนือยังได้ทดสอบขีปนาวุธทิ้งตัวประมาณ 10 ลูกจากชายฝั่งทางทิศตะวันออกมุ่งหน้าสู่ทะเลเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่นายฟริดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับผู้นำเกาหลีใต้

ที่มาข้อมูล : Reuters, AFP

ที่มารูปภาพ : Reuters