ย้อนดูผลงานเด่น “ทรัมป์” เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เกือบ 2 ปี ทำอะไรไปแล้วบ้าง?

◾️◾️◾️
🔴 รักษาสัญญา ชาวอเมริกันสำคัญอันดับ 1
ข้อมูลจากทำเนียบขาวระบุว่า ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สัญญาว่าจะ “ดำเนินการอย่างมีเป้าหมายและรวดเร็วเพื่อนำความหวัง ความเจริญรุ่งเรือง ความปลอดภัย และสันติภาพกลับคืนมา”
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของการรักษาความมั่นคงของพรมแดน และการเนรเทศผู้อพยพ โดยทรัมป์อ้างว่าเขายุติความล้มเหลวของนโยบายเปิดพรมแดนของพรรคเดโมแครต พร้อมสร้างพรมแดนที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ และฟื้นฟูอธิปไตยของอเมริกา
ในช่วงวาระที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ มีผู้อพยพออกจากประเทศไปแล้วกว่า 3 ล้านคน ซึ่งเป็นการลดจำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โดยจำนวนชาวต่างชาติที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายลดลงอย่างน้อย 2.3 ล้านคน
ภายใต้การบริหารของทรัมป์ ปัจจุบันมีการอนุมัติคำขอลี้ภัยเพียง 7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ลดลงอย่างมากจากกว่า 50% ที่อนุมัติอย่างง่ายดายในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน
รัฐบาลทรัมป์ยังตัดสิทธิ์ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐบาล เพิกถอนวีซ่าของชาวต่างชาติกว่า 175,000 คน ดำเนินการเพิกถอนสัญชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเปิดฉากปราบปรามการฉ้อโกงใบอนุญาตขับขี่รถบรรทุก (CDL) ของคนต่างด้าวผิดกฎหมายทั่วประเทศ เพื่อกำจัดผู้ขับขี่ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบออกจากท้องถนนของอเมริกา
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) จับกุมสมาชิกแก๊งชาวต่างชาติผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 10,000 คน ซึ่งการจับกุมแต่ละครั้งของเจ้าหน้าที่ ICE สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมาก เพราะมักเป็นเหตุการณ์รุนแรง จนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้สกัดกั้นผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติดกว่า 10,000 คนไม่ให้เข้าประเทศ และการลักลอบขนส่งเฟนทานิลบริเวณชายแดนทางใต้ลดลง 56% และจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลลดลง 22% ภายในปีเดียว
สรุปข่าว
◾️◾️◾️
🔴 รักษาสัญญา ชาวอเมริกันสำคัญอันดับ 1
ข้อมูลจากทำเนียบขาวระบุว่า ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สัญญาว่าจะ “ดำเนินการอย่างมีเป้าหมายและรวดเร็วเพื่อนำความหวัง ความเจริญรุ่งเรือง ความปลอดภัย และสันติภาพกลับคืนมา”
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของการรักษาความมั่นคงของพรมแดน และการเนรเทศผู้อพยพ โดยทรัมป์อ้างว่าเขายุติความล้มเหลวของนโยบายเปิดพรมแดนของพรรคเดโมแครต พร้อมสร้างพรมแดนที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ และฟื้นฟูอธิปไตยของอเมริกา
ในช่วงวาระที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ มีผู้อพยพออกจากประเทศไปแล้วกว่า 3 ล้านคน ซึ่งเป็นการลดจำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โดยจำนวนชาวต่างชาติที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายลดลงอย่างน้อย 2.3 ล้านคน
ภายใต้การบริหารของทรัมป์ ปัจจุบันมีการอนุมัติคำขอลี้ภัยเพียง 7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ลดลงอย่างมากจากกว่า 50% ที่อนุมัติอย่างง่ายดายในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน
รัฐบาลทรัมป์ยังตัดสิทธิ์ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐบาล เพิกถอนวีซ่าของชาวต่างชาติกว่า 175,000 คน ดำเนินการเพิกถอนสัญชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเปิดฉากปราบปรามการฉ้อโกงใบอนุญาตขับขี่รถบรรทุก (CDL) ของคนต่างด้าวผิดกฎหมายทั่วประเทศ เพื่อกำจัดผู้ขับขี่ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบออกจากท้องถนนของอเมริกา
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) จับกุมสมาชิกแก๊งชาวต่างชาติผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 10,000 คน ซึ่งการจับกุมแต่ละครั้งของเจ้าหน้าที่ ICE สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมาก เพราะมักเป็นเหตุการณ์รุนแรง จนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้สกัดกั้นผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติดกว่า 10,000 คนไม่ให้เข้าประเทศ และการลักลอบขนส่งเฟนทานิลบริเวณชายแดนทางใต้ลดลง 56% และจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลลดลง 22% ภายในปีเดียว
◾️◾️◾️
🔴 กำหนดภาษีศุลกากรสูงลิ่ว
มาตรการภาษีศุลกากรหรือภาษีนำเข้าเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรัมป์ชื่นชอบมากที่สุดนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาว เขาอ้างว่าภาษีนำเข้าเหล่านี้ช่วยกระตุ้นภาคการผลิตของสหรัฐฯ สร้างงานสร้างอาชีพ กระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่ผลิตในอเมริกา และเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ จากบริษัทต่างชาติ แต่สังคมวิจารณ์ว่าภาษีเหล่านี้ทำให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันสูงขึ้น และสร้างความปั่นป่วนและเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก
เมื่อเดือนเมษายน 2025 ทรัมป์ได้ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรกับหลายสิบประเทศทั่วโลก สร้างความปั่นป่วนให้เศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก เหล่าผู้นำจากหลาย ๆ ประเทศต้องต่อแถวเข้ามาเจรจากับรัฐบาลทรัมป์เพื่อขอลดอัตราภาษี ขณะที่จีนก็ไม่ยอมสหรัฐฯ เช่นกันประกาศขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมา จนสหรัฐฯ ขึ้นภาษีจีนไปสูงสุดที่ 145% ขณะที่จีนก็ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสหรัฐฯ 125% เช่นกัน
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ศาลฎีกาสหรัฐฯ กล่าวว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตเมื่อใช้อำนาจฉุกเฉินในการกำหนดภาษีศุลกากรกับบางประเทศโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา คำตัดสินดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาษีทั้งหมดที่ทรัมป์ประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งรวมถึงมาตรการภาษีชุดแรกที่ทรัมป์ประกาศเมื่อต้นปี 2025 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เม็กซิโก แคนาดา และจีน และครอบคลุมภาษีศุลกากรที่ประกาศในเดือนเมษายน 2025 ด้วย และนับตั้งแต่นั้นมาศาลจึงสั่งให้รัฐบาลสหรัฐฯ คืนเงินแก่บริษัทต่าง ๆ ที่จ่ายภาษีมาแล้ว โดยรวมยอดที่ต้องคืนทั้งหมดประมาณ 1.66 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท
ผลกระทบจากการขึ้นภาษีไม่ได้ส่งผลต่อแค่บริษัทต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อชาวอเมริกันโดยตรงด้วย เมื่อบริษัทต่าง ๆ โดนจัดเก็บภาษี ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ชาวอเมริกันจึงต้องซื้อของในราคาแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น สร้างปัญหาเงินเฟ้อ ทำลายสภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้นตามความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ และทำให้คะแนนนิยมด้านการจัดการเศรษฐกิจของทรัมป์ปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากรู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลไม่สามารถคุมราคาสินค้าได้ตามสัญญา ส่งผลให้ความนิยมในตัวผู้นำและคะแนนเสียงของพรรคริพับลิกันได้รับแรงกดดันในการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะประชาชนเบื่อหน่ายกับคำมั่นสัญญาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
◾️◾️◾️
🔴 สงครามที่ประชาชนไม่ต้องการ
สหรัฐฯ เริ่มต้นการโจมตีทางอากาศและปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอลต่ออิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายโครงการนิวเคลียร์และลดทอนอำนาจทางทหารของอิหร่าน โดยข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าวรอยเตอร์สในวันที่ 28 ตุลาคม 2026 อ้างข้อมูลจากเพนตากอน กองทัพสหรัฐฯ ใช้เงินไปแล้วกว่า 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ในการทำสงครามในอิหร่าน ซึ่งสูงกว่าที่กระทรวงกลาโหมประเมินไว้ในเดือนกรกฎาคมถึงกว่า 25%
การประเมินล่าสุดของเพนตากอนนั้นเชื่อมโยงกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินสงคราม โดยคาดการณ์ว่าจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 9.8 แสนล้านบาทในการทดแทนกระสุนที่ใช้ไปในความขัดแย้ง
และยังต้องใช้เงินมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อทดแทนอุปกรณ์ทางทหารและสิ่งที่เรียกว่า "ความสูญเสียด้านแพลตฟอร์ม" ซึ่งรวมถึงการสูญเสียอากาศยาน รวมถึงโดรนจำนวนมากที่สูญหายไปในระหว่างสงคราม
ผลกระทบของสงครามจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งพลังงานโลกกว่า 20% ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน และทำให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลดลง ซึ่งทำให้พรรครีพับลิกันต้องดิ้นรนอย่างหนัก เพื่อหาเสียงสนับสนุนให้สามารถครองเสียงข้างมากในสภาต่อไปได้
◾️◾️◾️
🔴 การเลือกตั้งกลางเทอมมีผลอย่างไร?
การเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้มีเดิมพันสูง โดยที่นั่งทั้ง 435 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และประมาณ 1 ใน 3 ของที่นั่งในวุฒิสภาจะเข้าสู่การแข่งขัน พร้อมกับตำแหน่งทางการเมืองระดับรัฐและท้องถิ่นอีกหลายพันตำแหน่ง
ผลการเลือกตั้งจะกำหนดว่าพรรคใดจะควบคุมสภาคองเกรสในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระประธานาธิบดีทรัมป์ หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภา รัฐบาลทรัมป์จะเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในการผลักดันนโยบาย โดยเฉพาะกฎหมายด้านภาษี งบประมาณแผ่นดิน และการใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ไม่สามารถประกาศใช้กฎหมายได้ทันทีเหมือนเดิมแล้ว
ขณะที่นักวางกลยุทธ์ของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต่างยอมรับว่า การดึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยหนุ่มสาวที่กำลังผิดหวังกับการเมืองให้ออกมาใช้สิทธิ อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้
- “ทรัมป์” ควงภริยาเลือกตั้งกลางเทอมล่วงหน้า ก่อนลุ้นผลสัปดาห์หน้า
- ทรัมป์ลงนามระงับคำสั่งคว่ำบาตรรัสเซียฉบับใหม่
- “อิลฮาน โอมาร์” สส.เดโมแครต เดือดร้อน ถูกรัฐบาลสอบสวน ลุ้นเพิกถอนสัญชาติ
- กราดยิงเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ เสียชีวิต 8 ราย พบเด็กและสตรีมีครรภ์รวมอยู่ด้วย
- ทรัมป์ประกาศจะ "ไม่โจมตี" อิหร่านก่อนเลือกตั้งกลางเทอมพฤศจิกายนนี้
ที่มาข้อมูล : whitehouse.gov, Reuters, AFP, BBC
ที่มารูปภาพ : Getty Images
