ลิทัวเนีย เปิดทางตั้งนิวเคลียร์ สู้ศึกรัสเซีย?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ลิทัวเนีย เปิดทางตั้งนิวเคลียร์ สู้ศึกรัสเซีย?

ลิทัวเนีย เปิดทางนิวเคลียร์ เตรียมรับสงคราม?


เมื่อประเทศหนึ่งที่อยู่ติดกับรัสเซีย และมีพื้นที่ดินแดนของรัสเซียตั้งอยู่แทบจะใจกลางระหว่างประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต คำถามเรื่อง “จะเกิดสงครามหรือไม่” อาจไม่ใช่เพียงคำถามเดียวที่ต้องตอบ


แต่เราอาจต้องถามต่อไปว่า หากเกิดวิกฤตขึ้นจริง ประเทศนั้นจะมีเครื่องมืออะไรที่จะใช้ยับยั้งไม่ให้สงครามเกิดขึ้นตั้งแต่แรก? 


และนี่คือโจทย์ด้านความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้นใน “ลิทัวเนีย” หนึ่งในสามประเทศทะเลบอลติก ซึ่งอยู่ติดกับทั้งรัสเซียและเบลารุส และยังมีพรมแดนไม่ไกลจาก “คาลินินกราด” ดินแดนแยกส่วนของรัสเซียที่ตั้งอยู่ระหว่างโปแลนด์กับลิทัวเนีย 


เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐสภาลิทัวเนียลงมติขั้นต้นเห็นชอบเป็นครั้งที่สองให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับการจัดตั้งอาวุธทำลายล้างสูง รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในประเทศ 


เหตุใดประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง จึงต้องอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางรับอาวุธประเภทนี้เข้ามา คำตอบอยู่ที่คำว่า “การป้องปราม” (deterrence) 


“คาลินินกราด” จุดยุทธศาสตร์กลางนาโต 


คาลินินกราดเป็นดินแดนของรัสเซียที่ไม่มีพรมแดนทางบกเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ของรัสเซียเลย แต่ตั้งอยู่ระหว่างโปแลนด์กับลิทัวเนีย และอยู่ติดกับพื้นที่ประเทศปีกตะวันออกในแนวรบของนาโต (NATO Eastern Flank) 


ความสำคัญของคาลินิกราดจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ตำแหน่งบนแผนที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสมการความมั่นคงของยุโรป 


โดยก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ส่งเอกสารทางการทูตแบบไม่เป็นทางการ หรือ non-paper ถึงนาโต เพื่อเตือนว่า หากนาโตพยายามจะตัดคาลินินกราดออกจากรัสเซีย รัฐบาลมอสโกก็พร้อมจะใช้มาตรการตอบโต้ในระดับที่รุนแรง รวมถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์ 


รอยเตอร์สรายงานว่า เอกสารดังกล่าวเป็นการสื่อสารจุดยืนและคำเตือนของรัสเซีย ไม่ใช่สนธิสัญญาหรือคำประกาศอย่างเป็นทางการ 


ขณะที่นาโตตอบโต้ว่า การใช้ถ้อยคำที่ดูเป็นลักษณะข่มขู่ทางนิวเคลียร์เช่นนี้ ไม่เหมาะสม นักวิชาการในนาโตสะท้อนว่า รัฐบาลมอสโกกำลังพยายามกดดันชาติยุโรปให้ยุติการสนับสนุนยูเครน แต่กระนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า 

 “นิวเคลียร์” กำลังกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในยุโรปอีกครั้งแล้ว 

สรุปข่าว

“ลิทัวเนีย” ประเทศเล็กๆ ในแถบทะเลบอลติก และยังเป็นประเทศสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือ นาโต กำลังเร่งเครื่องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ เปิดทางให้พันธมิตรนาโตสามารถนำอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาประจำการได้ ท่ามกลางคำเตือนด้านความมั่นคงส่งตรงจากรัสเซีย ด้วยดินแดนที่ชื่อว่า “คาลินินกราด” ของรัสเซียนั้นอยู่ติดกับพรมแดนของลิทัวเนีย การขยับตัวในครั้งนี้ของลิทัวเนีย กำลังส่งสัญญาณอะไรไปสู่สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี หรือนี่อาจสะท้อนว่า ยุโรปกำลังเข้าใกล้ความเสี่ยงจากคำว่า “นิวเคลียร์” มากขึ้นอีกก้าวหรือไม่

ลิทัวเนีย เปิดทางนิวเคลียร์ เตรียมรับสงคราม?


เมื่อประเทศหนึ่งที่อยู่ติดกับรัสเซีย และมีพื้นที่ดินแดนของรัสเซียตั้งอยู่แทบจะใจกลางระหว่างประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต คำถามเรื่อง “จะเกิดสงครามหรือไม่” อาจไม่ใช่เพียงคำถามเดียวที่ต้องตอบ


แต่เราอาจต้องถามต่อไปว่า หากเกิดวิกฤตขึ้นจริง ประเทศนั้นจะมีเครื่องมืออะไรที่จะใช้ยับยั้งไม่ให้สงครามเกิดขึ้นตั้งแต่แรก? 


และนี่คือโจทย์ด้านความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้นใน “ลิทัวเนีย” หนึ่งในสามประเทศทะเลบอลติก ซึ่งอยู่ติดกับทั้งรัสเซียและเบลารุส และยังมีพรมแดนไม่ไกลจาก “คาลินินกราด” ดินแดนแยกส่วนของรัสเซียที่ตั้งอยู่ระหว่างโปแลนด์กับลิทัวเนีย 


เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐสภาลิทัวเนียลงมติขั้นต้นเห็นชอบเป็นครั้งที่สองให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับการจัดตั้งอาวุธทำลายล้างสูง รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในประเทศ 


เหตุใดประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง จึงต้องอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางรับอาวุธประเภทนี้เข้ามา คำตอบอยู่ที่คำว่า “การป้องปราม” (deterrence) 


“คาลินินกราด” จุดยุทธศาสตร์กลางนาโต 


คาลินินกราดเป็นดินแดนของรัสเซียที่ไม่มีพรมแดนทางบกเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ของรัสเซียเลย แต่ตั้งอยู่ระหว่างโปแลนด์กับลิทัวเนีย และอยู่ติดกับพื้นที่ประเทศปีกตะวันออกในแนวรบของนาโต (NATO Eastern Flank) 


ความสำคัญของคาลินิกราดจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ตำแหน่งบนแผนที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสมการความมั่นคงของยุโรป 


โดยก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ส่งเอกสารทางการทูตแบบไม่เป็นทางการ หรือ non-paper ถึงนาโต เพื่อเตือนว่า หากนาโตพยายามจะตัดคาลินินกราดออกจากรัสเซีย รัฐบาลมอสโกก็พร้อมจะใช้มาตรการตอบโต้ในระดับที่รุนแรง รวมถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์ 


รอยเตอร์สรายงานว่า เอกสารดังกล่าวเป็นการสื่อสารจุดยืนและคำเตือนของรัสเซีย ไม่ใช่สนธิสัญญาหรือคำประกาศอย่างเป็นทางการ 


ขณะที่นาโตตอบโต้ว่า การใช้ถ้อยคำที่ดูเป็นลักษณะข่มขู่ทางนิวเคลียร์เช่นนี้ ไม่เหมาะสม นักวิชาการในนาโตสะท้อนว่า รัฐบาลมอสโกกำลังพยายามกดดันชาติยุโรปให้ยุติการสนับสนุนยูเครน แต่กระนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า 

 “นิวเคลียร์” กำลังกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในยุโรปอีกครั้งแล้ว 

จากคาลินินกราด สู่ “ซูวาลกี แกป” (Suwałki Gap) 


แต่ถ้ามองจากคาลินินกราดลงมาทางใต้ จะพบกับพื้นที่ยุทธศาสตร์อีกแห่งที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ซูวาลกี แกป” (Suwałki Gap) พื้นที่นี้คือแนวพรมแดนระหว่างโปแลนด์กับลิทัวเนีย ซึ่งอยู่ระหว่างคาลินิกราดทางตะวันตกเฉียงเหนือ และเบลารุสทางตะวันออกเฉียงใต้ 


“ซูวาลกี แกป” เป็นเส้นทางทางบกที่เชื่อมกลุ่มประเทศบอลติดเข้ากับโปแลนด์ และต่อเนื่องไปยังประเทศสมาชิกที่เหลือของนาโต ทางตะวันตกของยุโรป ซึ่งหมายความว่า หากเส้นทางนี้ถูกตัดขาดในสถานการณ์ความขัดแย้ง ลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย สามชาติในทะเลบอลติกอาจเผชิญปัญหาในการเชื่อมโยงเส้นทางทางบกกับพันธมิตรนาโตที่เหลือ 


Konstantin Eggert ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียศึกษาของ DW มองว่า การรักษาเส้นทางเชื่อมระหว่างโปแลนด์กับลิทัวเนียจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของกลุ่มประเทศบอลติก 


ทำไมลิทัวเนียต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ?


เดิมที มาตรา 137 ของรัฐธรรมนูญลิทัวเนีย ห้ามการนำอาวุธทำลายล้างสูง รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ เข้ามาในดินแดนของประเทศ

แนวคิดนี้มีที่มาจากช่วงหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เมื่อลิทัวเนียต้องการให้กองกำลังโซเวียตและรัสเซียถอนออกจากประเทศ และต้องการป้องกันไม่ให้รัสเซียมีสิทธิพิเศษในการนำอาวุธเข้ามาประจำการในดินแดนลิทัวเนีย

แต่บริบทด้านความมั่นคงของยุโรปในเวลานั้นแตกต่างจากวันนี้อย่างมาก

หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนดำเนินมายาวนานกว่า 4 ปี ลิทัวเนียมองว่า ความเสี่ยงด้านความมั่นคงเปลี่ยนไปแล้ว

นายกรัฐมนตรีลิทัวเนียให้สัมภาษณ์กับ DW ว่า เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์เจตนาของรัฐบาลรัสเซีย เพราะในอดีต ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เคยกล่าวว่ารัสเซียจะไม่รุกรานยูเครน ก่อนที่สุดท้ายจะเกิดสงครามขึ้นในปี 2022 

ดังนั้น สำหรับลิทัวเนีย การเตรียมความพร้อมจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “รัสเซียจะโจมตีแน่นอน” แต่เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายลง

กระนั้น การแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่าลิทัวเนียกำลังจะสร้าง ซื้อ หรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง

นายกรัฐมนตรีลิทัวเนียย้ำว่า ประเทศไม่ได้กำลังวางแผนที่จะทำเช่นนั้น

สิ่งที่กำลังทำคือการ ยกเลิกข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้พันธมิตรสามารถนำขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์เข้ามาในลิทัวเนียได้ หากในอนาคตมีการตัดสินใจร่วมกันภายใต้กรอบความมั่นคงของนาโต

โดยนายกรัฐมนตรีลิทัวเนียยกตัวอย่างว่า หากเรือดำน้ำของฝรั่งเศสที่ติดอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในทะเลบอลติกและต้องการเข้าเทียบท่า หรือเครื่องบินพันธมิตรนาโตที่มีอาวุธนิวเคลียร์บินผ่านน่านฟ้าลิทัวเนีย ก็จะไม่ติดข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญเดิม

ดังนั้น สิ่งที่ลิทัวเนียกำลังทำจึงไม่ใช่การสร้าง “ระเบิดของตัวเอง”

แต่คือการ เปิดพื้นที่ให้ตัวเองเข้ามามีส่วนร่วมในระบบ Nuclear Deterrence หรือการป้องปรามทางนิวเคลียร์ของนาโตมากขึ้น

สหรัฐฯ กำลังกลับมา?

การเคลื่อนไหวของลิทัวเนียเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีเปิดรับแนวคิดเรื่องการมีฐานทัพสหรัฐฯ แบบถาวรในลิทัวเนีย

นายกรัฐมนตรีลิทัวเนียกล่าวอย่างชัดเจนว่า ยิ่งมีทหารจากประเทศพันธมิตรเข้ามาประจำการมากเท่าใด ลิทัวเนียก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

แต่เขาย้ำเช่นกันว่า การมีทหารสหรัฐฯ แบบถาวรไม่ได้หมายความว่า ลิทัวเนียกำลังเรียกร้องให้นำอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาประจำการ

เป้าหมายหลักคือการสร้าง Deterrence หรือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า หากโจมตีลิทัวเนีย จะต้องเผชิญกับกำลังของพันธมิตรนาโตไม่ใช่เพียงกองทัพลิทัวเนียประเทศเดียว

แต่ในสายตารัสเซีย นี่คือการ “ยกระดับ”

สำหรับรัฐบาลมอสโก การขยับโครงสร้างทางทหารของนาโตเข้าใกล้พรมแดนรัสเซียย่อมถูกมองในอีกมุมหนึ่ง

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ระบุว่า หากโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของประเทศสมาชิกนาโตเคลื่อนเข้ามาใกล้ชายแดนรัสเซียมากขึ้น ก็ย่อมถูกมองว่าเป็นการเพิ่มระดับความตึงเครียด เช่นเดียวกับกรณีการนำอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในประเทศเพื่อนบ้าน

นี่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของยุโรป

เพราะสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็น “การป้องปราม” อีกฝ่ายอาจมองว่าเป็น “การยกระดับ” ซึ่งในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ต่างจากภาวะที่เรียกว่า “Security Dilemma” หรือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก 

เยอรมนีเข้ามาเป็นอีกหนึ่งชั้นของการป้องปราม

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว เยอรมนีก็กำลังเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงในลิทัวเนีย

เยอรมนีมีแผนจัดตั้งกองพลน้อยถาวรในลิทัวเนีย โดยจะมีกำลังพลประมาณ 4,800 นายภายในปี 2028 และคาดว่าจะมีกองพลน้อยประจำการบนแผ่นดินลิทัวเนียภายในสิ้นปี 2027

นายกรัฐมนตรีลิทัวเนียมองว่า การจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวเป็นความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างเยอรมนี ลิทัวเนีย และนาโต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการป้องปราม

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีลิทัวเนียยอมรับว่า ความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองอย่าง AfD ซึ่งเพิ่งได้รับชัยชนะแบบไม่คาดคิดอาจจะมีบทบาทมากขึ้นในเยอรมนี และนั่นก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจเป็นเรื่องของประชาชนเยอรมนี

สิ่งที่ลิทัวเนียต้องการคือให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศดำเนินต่อไป ไม่ว่าการเมืองเยอรมนีจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

เพราะลิทัวเนียไม่สามารถวางยุทธศาสตร์ความมั่นคงโดยคิดเพียงว่า ผู้นำคนใดจะอยู่ในอำนาจ หรือรัฐบาลชุดใดจะชนะการเลือกตั้ง

ที่มาข้อมูล : https://www.youtube.com/watch?reload=9&v=jK6-XghPhNk

ที่มารูปภาพ : Magnific