สหรัฐฯ แอบจัดตั้งเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้ขนส่งน้ำมันต่อไปได้

Share on Line Share on Facebook Share on X
สหรัฐฯ แอบจัดตั้งเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้ขนส่งน้ำมันต่อไปได้

สหรัฐฯซุ่มเงียบ แอบจัดตั้งเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้การขนส่งน้ำมันยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่าน ปัจจุบันมีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 15-20 ลำต่อคืน ใช้เส้นทางตอนใต้เลียบชายฝั่งโอมาน และปริมาณน้ำมันที่ขนส่งเข้าใกล้ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน


สำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันพุธ โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดตั้งเส้นทางเดินเรือขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเงียบ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันหลายล้านบาร์เรลจะสามารถขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ในแต่ละวัน 


ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 15-20 ลำต่อคืน แล่นผ่านเส้นทางตอนใต้เลียบชายฝั่งโอมาน


เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้เข้าใกล้ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่บางคืน ปริมาณการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอาจสูงถึง 15-20 ล้านบาร์เรล


แม้ว่าปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่ปฏิบัติการดังกล่าวได้ส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอย่างเห็นได้ชัดแล้ว

สรุปข่าว

กองทัพสหรัฐฯ จัดตั้งเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเงียบ ๆ เพื่อคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน โดยปัจจุบันมีน้ำมันขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวเกือบ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินคุ้มกันและทำลายระบบเรดาร์ของอิหร่าน เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีเรือด้วยขีปนาวุธและโดรน

สหรัฐฯซุ่มเงียบ แอบจัดตั้งเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้การขนส่งน้ำมันยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่าน ปัจจุบันมีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 15-20 ลำต่อคืน ใช้เส้นทางตอนใต้เลียบชายฝั่งโอมาน และปริมาณน้ำมันที่ขนส่งเข้าใกล้ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน


สำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันพุธ โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดตั้งเส้นทางเดินเรือขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเงียบ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันหลายล้านบาร์เรลจะสามารถขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ในแต่ละวัน 


ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 15-20 ลำต่อคืน แล่นผ่านเส้นทางตอนใต้เลียบชายฝั่งโอมาน


เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้เข้าใกล้ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่บางคืน ปริมาณการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอาจสูงถึง 15-20 ล้านบาร์เรล


แม้ว่าปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่ปฏิบัติการดังกล่าวได้ส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอย่างเห็นได้ชัดแล้ว

ตามรายงานของ Axios ปฏิบัติการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่บรรทุกน้ำมันเต็มลำเท่านั้น แต่ยังช่วยนำเรือบรรทุกน้ำมันเปล่า เดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากฝั่งทะเลอาหรับด้วย จากนั้นเรือเหล่านี้จะบรรทุกน้ำมันจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ก่อนเดินทางออกมา


คณะทำงานที่รับผิดชอบปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการของกองบัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ที่ฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ประสานงานกับชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อจัดทำรายชื่อเรือในแต่ละวันที่กำลังเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่ทะเลอาหรับ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าที่กำลังเดินทางจากทะเลอาหรับเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบดังกล่าว


ภายใต้แผนนี้ เรือเหล่านี้จะรวมตัวเป็นขบวนเรือขนาดใหญ่ในช่วงเวลาที่กำหนดของแต่ละคืน โดยมีขบวนหนึ่งเดินทางออกจากอ่าวเปอร์เซีย และอีกขบวนเดินทางเข้าสู่ภูมิภาค

เครื่องบินของสหรัฐฯ ทำหน้าที่ ป้องกันและคุ้มกันเรือเหล่านี้จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธร่อนและโดรนของอิหร่าน


เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า ปฏิบัติการทางทหารล่าสุดของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ได้ทำให้ระบบเรดาร์และระบบเฝ้าระวังทางทะเลของอิหร่านได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ขีดความสามารถของอิหร่านในการติดตามความเคลื่อนไหวของเรือบริเวณเส้นทางตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก


เจ้าหน้าที่กล่าวเพิ่มเติมว่า การโจมตีเรือหลายครั้งของอิหร่านถูกกองกำลังสหรัฐฯ สกัดไว้ได้


จนถึงขณะนี้ อิหร่านยังไม่ได้ออกมาตอบโต้หรือแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าว


ในแถลงการณ์อีกฉบับที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการปิดกั้นทางทะเลต่ออิหร่าน

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters