เมื่อ “ทรัมป์” หันหา “คิม” แล้วเกาหลีใต้ต้องพึ่งตัวเองแค่ไหน?

Share on Line Share on Facebook Share on X
เมื่อ “ทรัมป์” หันหา “คิม” แล้วเกาหลีใต้ต้องพึ่งตัวเองแค่ไหน?

ทำไมเรื่องการลดขนาดซ้อมรับถึงเป็นเรื่องใหญ่?

 

แม้ว่าการซ้อมรบ อาจไม่ได้หมายถึงการยกเลิกซ้อมเนื่องด้วยคงไม่ทันการแล้ว หรือแม้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้งสองประเทศจะยุติความเป็นพันธมิตรต่อกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะการซ้อมรบไม่ได้มีความหมายแค่การนำทหารมาฝึกยิงปืน หากแต่คือการฝึกให้กองทัพของทั้งสองประเทศทำงานสอดประสานกัน 


สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดแทบทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้ เกาหลีใต้ในฐานะพันธมิตรสำคัญก็ไม่ได้พึ่งพาแค่เพียงจำนวนกำลังพลของสหรัฐฯ แต่พึ่งพาขีดความสามารถระดับสูงของสหรัฐฯ เช่น ข่าวกรอง การเฝ้าระวังและลาดตระเวณ ระบบบัญชาการและควบคุม อาวุธเชิงยุทธศาสตร์ การส่งกำลังบำรุง และการยับยั้งทางนิวเคลียร์แบบขยาย 


ดังนั้น หากลดการฝึกอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ เกาหลีใต้จะยังรักษาความพร้อมในการรบในระดับเดิมได้หรือไม่ 


เพราะ “เกาหลีเหนือในปี 2026” แตกต่างจากปี 2018 ยิ่งนัก ย้อนกลับไปในปี 2018 หากยังจำกันได้ ภาพที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ภาพแห่งประวัติศาสตร์” คือวินาทีที่ทรัมป์กับคิม จองอึนพบกันครั้งแรก ในเวลานั้น การทูตเกิดขึ้น การซ้อมรบบางส่วนถูกระงับ หรือถูกปรับลด เพราะตอนนั้นทั้งสองฝ่ายกำลังพูดถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์ 


แต่วันนี้ คิม จองอึน ไม่ใช่คิมคนเดิม… 


มิหนำซ้ำยังเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความสัมพันธ์ของรัฐบาลเปียงยางที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับรัฐบาลมอสโกของรัสเซีย จากในห้วงสงครามยูเครนปีให้หลังมานี้ รายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศหลายสำนัก ระบุตรงกันว่า เกาหลีเหนือส่งทหารไปช่วยรบ และส่งอาวุธรวมถึงขีปนาวุธให้รัสเซีย จนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตัวเลข GDP เกาหลีเหนือเติบโตขึ้นอย่างมาก 


ทว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ในขณะที่ทหารเกาหลีเหนือกำลังได้ประสบการณ์การรบจริงจากสนามรบจริง ในมุมของ Junha Park นักวิเคราะห์จาก Korea Risk Group ที่ซึ่งติดตามนโยบายด้านกลาโหม ความมั่นคงและการเมืองภายในกาหลีใต้ ชี้ว่า เกาหลีเหนือกำลังได้เรียนรู้สงครามสมัยใหม่ ทั้งสงครามโดรน การต่อต้านโดรน และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ 


ขณะที่บทบรรณาธิการของ The Korea Herald ตั้งข้อสังเกตในประเด็นการลดขนาดการซ้อมรบนี้ว่า การฝึกทหารที่น้อยลงไม่ได้ทำให้กองทัพพร้อมรบน้อยลงในเชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ทหารที่มีโอกาสฝึกน้อยลงจริง ๆ และเมื่อยิ่งเทียบกับคู่แข่งที่ได้ฝึกในสนามจริง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ความพร้อมนั้นอาจมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเกาหลีใต้กำลังจับตา 

สรุปข่าว

เมื่อ “ทรัมป์” หันหา “คิม” เกาหลีใต้ต้องพึ่งตัวเองแค่ไหน? หลังคำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ ทั้งจากเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สหรัฐฯ ต้องเสีย มากไปกว่านั้นเพราะเกรงใจ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือด้วย

ทำไมเรื่องการลดขนาดซ้อมรับถึงเป็นเรื่องใหญ่?

 

แม้ว่าการซ้อมรบ อาจไม่ได้หมายถึงการยกเลิกซ้อมเนื่องด้วยคงไม่ทันการแล้ว หรือแม้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้งสองประเทศจะยุติความเป็นพันธมิตรต่อกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะการซ้อมรบไม่ได้มีความหมายแค่การนำทหารมาฝึกยิงปืน หากแต่คือการฝึกให้กองทัพของทั้งสองประเทศทำงานสอดประสานกัน 


สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดแทบทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้ เกาหลีใต้ในฐานะพันธมิตรสำคัญก็ไม่ได้พึ่งพาแค่เพียงจำนวนกำลังพลของสหรัฐฯ แต่พึ่งพาขีดความสามารถระดับสูงของสหรัฐฯ เช่น ข่าวกรอง การเฝ้าระวังและลาดตระเวณ ระบบบัญชาการและควบคุม อาวุธเชิงยุทธศาสตร์ การส่งกำลังบำรุง และการยับยั้งทางนิวเคลียร์แบบขยาย 


ดังนั้น หากลดการฝึกอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ เกาหลีใต้จะยังรักษาความพร้อมในการรบในระดับเดิมได้หรือไม่ 


เพราะ “เกาหลีเหนือในปี 2026” แตกต่างจากปี 2018 ยิ่งนัก ย้อนกลับไปในปี 2018 หากยังจำกันได้ ภาพที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ภาพแห่งประวัติศาสตร์” คือวินาทีที่ทรัมป์กับคิม จองอึนพบกันครั้งแรก ในเวลานั้น การทูตเกิดขึ้น การซ้อมรบบางส่วนถูกระงับ หรือถูกปรับลด เพราะตอนนั้นทั้งสองฝ่ายกำลังพูดถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์ 


แต่วันนี้ คิม จองอึน ไม่ใช่คิมคนเดิม… 


มิหนำซ้ำยังเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความสัมพันธ์ของรัฐบาลเปียงยางที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับรัฐบาลมอสโกของรัสเซีย จากในห้วงสงครามยูเครนปีให้หลังมานี้ รายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศหลายสำนัก ระบุตรงกันว่า เกาหลีเหนือส่งทหารไปช่วยรบ และส่งอาวุธรวมถึงขีปนาวุธให้รัสเซีย จนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตัวเลข GDP เกาหลีเหนือเติบโตขึ้นอย่างมาก 


ทว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ในขณะที่ทหารเกาหลีเหนือกำลังได้ประสบการณ์การรบจริงจากสนามรบจริง ในมุมของ Junha Park นักวิเคราะห์จาก Korea Risk Group ที่ซึ่งติดตามนโยบายด้านกลาโหม ความมั่นคงและการเมืองภายในกาหลีใต้ ชี้ว่า เกาหลีเหนือกำลังได้เรียนรู้สงครามสมัยใหม่ ทั้งสงครามโดรน การต่อต้านโดรน และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ 


ขณะที่บทบรรณาธิการของ The Korea Herald ตั้งข้อสังเกตในประเด็นการลดขนาดการซ้อมรบนี้ว่า การฝึกทหารที่น้อยลงไม่ได้ทำให้กองทัพพร้อมรบน้อยลงในเชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ทหารที่มีโอกาสฝึกน้อยลงจริง ๆ และเมื่อยิ่งเทียบกับคู่แข่งที่ได้ฝึกในสนามจริง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ความพร้อมนั้นอาจมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเกาหลีใต้กำลังจับตา 


ท่าทีประเทศในภูมิภาคว่าอย่างไร? 


ขณะที่ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น กล่าวระหว่างการเยือนออสเตรเลียว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค 


เขากล่าวอีกว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่หลังสงคราม ซึ่งสะท้อนชัดว่า รอบด้านญี่ปุ่นเจอแรงกดดันทั้งเกาหลีเหนือ จีน และสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน  



เปิดการเมืองเกาหลีใต้ 2 ฝั่งแนวคิด


หากถามว่า แล้ววันนี้เกาหลีใต้ เลือกเดินทางไหน? ในมุมของอาจารย์เสกสรร อานันทศิริเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมไทยคดีศึกษาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี อธิบายการเมืองเกาหลีใต้ที่แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งอนุรักษนิยม ที่เห็นว่ากองทัพเกาหลีใต้สร้างขีดความสามารถขึ้นมาภายใต้ระบบพันธมิตรกับสหรัฐฯ ดังนั้น ถ้าบทบาทสหรัฐฯ หายไป ก็อาจเท่ากับ “ตัดแขนตัดขา” ของกองทัพเกาหลีใต้ 


แต่ฝั่งหัวก้าวหน้า ซึ่งมีประธานาธิบดี อี แจมยองเป็นผู้นำกลับมองว่า การพึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป อาจจำกัดความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้ ซึ่งตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งนั้น เขาได้เคยพูดเรื่องการกระจายความเสี่ยง และการใช้การทูตเป็นเครื่องมือ 



ซึ่งในมุมอาจารย์เสกสรรมองว่า วันนี้ เกาหลีใต้เลือกเดินทางฝั่งหัวก้าวหน้า เพราะการใช้กำลังทหารไม่ควรเป็นเครื่องมือเดียวในการจัดการความขัดแย้ง ไม่ว่าความขัดแย้งจะหนักหรือเบา สุดท้ายก็กลับมาจบที่โต๊ะเจรจา ซึ่งท่าทีของอี แจมยองในวันนี้เองก็ ไม่ได้บอกว่า “ไม่ต้องการสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตร” 


แต่เขาย้ำว่า เกาหลีใต้ต้องมีศักยภาพทางทหารของตัวเองมากขึ้น ตั้งแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไปจนถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ เกาหลีใต้ต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วยตนเอง เพื่อให้เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งขึ้น และเกาหลีใต้ควรเดินหน้าตามแผนการถ่ายโอนอำนาจควบคุมปฏิบัติการในช่วงสงคราม หรือ Operation Control ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า OPCON ย้ายออกมาจากสหรัฐฯ ให้กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเกาหลีใต้ โดยไม่ให้กระบวนการสะดุด  


พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้เร่งพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ รวมถึงโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และการพัฒนานายทหารที่สามารถปฏิบัติการแบบบูรณาการได้ 


ซึ่งอาจารย์เสกสรร ยังเสริมว่า ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาของ อี แจมยอง หลังคำสั่งของทรัมป์ ไม่ปรากฏคำว่า “เสียใจ” อยู่ในแถลงการณ์ของเขา



แล้วทรัมป์ทิ้งเกาหลีใต้จริงหรือไม่?


คำถามสำคัญสุดท้ายคือ แล้วทรัมป์ทิ้งเกาหลีใต้จริงหรือไม่? หลายบทวิเคราะห์มองตรงกันว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกแบบนั้น เพราะสหรัฐฯ ยังมีทหารประจำการอยู่ในเกาหลีใต้และไม่ได้ประกาศถอนทหารออก อีกทั้งยังไมไ่ด้ประกาศยุติสนธิสัญญาป้องกันร่วม ไม่ได้ประกาศยุติความเป็นพันธมิตร 


แต่การลดขนาดการซ้อมรบในครั้งนี้ อาจเปลี่ยนความสัมพันธ์สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ไม่มากก็น้อย และเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างมากว่า เกาหลีใต้พร้อมจะรับผิดชอบความมั่นคงของตัวเองมากขึ้นแค่ไหน เพราะเจตนารมย์ที่ผ่านมาของทรัมป์นั้น คือความต้องการให้พันธมิตรแบกรับภาระด้านความมั่นคงด้วยตนเอง มากกว่าจะพึ่งพาสหรัฐฯ 


หรืออีกนัยหนึ่ง หากการลดขนาดการซ้อมรบลง ประกอบกับที่ทรัมป์อาจจะยังคงอยากสานต่อปณิธานบุคคลทีไ่ด้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ทรัมป์อาจจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคิมจองอึน ทำให้สองเกาหลีกลับมาดีกัน โดยการเปิดช่องให้เกิดการเจรจา ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่าคิมจะร่วมหรือไม่ แต่หากเจรจาเกิดขึ้นได้จริง ผู้เชี่ยวชาญก็เชื่อว่า อาจจะทำให้ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีลดลง และผลพวงของการลดการซ้อมรบก็อาจช่วยลดต้นทุนทางหทารของสหรัฐฯ ก็เป็นได้ 



ที่มาข้อมูล : https://www.koreaherald.com/article/10843408

ที่มารูปภาพ : AFP