
ไม่ว่าจะเป็นข่าวในไทยหรือต่างประเทศ หลายคนอาจพบภาพหรือเป็นคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในลักษณะมุมมองบุคคลที่ 1 ซึ่งถูกบันทึกไว้โดย “กล้องติดตัว” หรือ Body Camera ที่ติดอยู่ตรงเสื้อเกราะระหว่างที่เจ้าหน้าที่นายนั้นกำลังปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ บางคนสงสัยทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงต้องติดกล้องเพื่อบันทึกภาพเหล่านั้นไว้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย เช่น ระหว่างการเข้าระงับเหตุกราดยิง จะเสี่ยงละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่ปรากฏอยู่บนภาพหรือไม่ ? เรื่องนี้มีคำตอบ
อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันยุติธรรมแห่งสหรัฐฯ หรือ NIJ สังกัดกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่กำหนดมาตรฐานเสื้อเกราะกันกระสุนและอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานสากลที่ตำรวจและทหารทั่วโลกนิยมใช้ ได้ระบุถึงความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องติดกล้อง Body Camera ไว้ที่เสื้อเกราะระหว่างปฏิบัติงาน ว่ากล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับรัฐและท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อีกหลายประเทศนำไปปรับใช้ โดยส่วนใหญ่ติดตั้งไว้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งต้องมีการ “พบปะและติดต่อกับประชาชนโดยตรง”
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 สำนักงานสถิติด้านความยุติธรรมของสหรัฐฯ (BJS) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการใช้กล้องติดตัวของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วสหรัฐฯ โดยพบว่ากว่า 80% ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรมตำรวจขนาดใหญ่ใช้กล้องติดตัวระหว่างปฏิบัติงาน ขณะที่ 60% ของกรมตำรวจท้องถิ่น และ 49% ของสำนักงานนายอำเภอ ประจำเมืองต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ ได้นำกล้องติดตัวไปใช้งานของเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน
ขณะที่ ข้อมูลจาก “Met Police” ซึ่งคือหน่วยงานตำรวจนครบาลอันโด่งดังที่รับผิดชอบพื้นที่ของกรุงลอนดอน ระบุว่า กล้องติดตัวเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มองเห็นได้ชัดใช้บันทึกทั้ง ภาพวิดีโอและเสียง เพื่อเป็นหลักฐานเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุหรือปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยกล้องจะถูกจัดสรรให้กับเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ต้องปฏิบัติงานและมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน
เมื่อพูดถึงตำแหน่งของกล้อง เหตุที่ต้องติดไว้ตรงหน้าอกและทำให้ภาพออกมาในลักษณะของบุคคลที่ 1 เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ต้องการทำให้ผู้ที่รับชมภาพจากกล้องเห็นเหตุการณ์จากมุมมองของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่จริง โดยกล้องนี้ยังทำหน้าที่เสมือน “พยานอิสระ” ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ โดยกล้องจะบันทึกภาพลงในหน่วยความจำภายในและเมื่อสิ้นสุดกะการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะอัปโหลดข้อมูลไปยังระบบจัดเก็บที่มีความปลอดภัยเพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในศาลหรือกระบวนการทางกฎหมายอื่น ๆ หรือสามารถลบข้อมูลได้หากไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้
สรุปข่าว
ไม่ว่าจะเป็นข่าวในไทยหรือต่างประเทศ หลายคนอาจพบภาพหรือเป็นคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในลักษณะมุมมองบุคคลที่ 1 ซึ่งถูกบันทึกไว้โดย “กล้องติดตัว” หรือ Body Camera ที่ติดอยู่ตรงเสื้อเกราะระหว่างที่เจ้าหน้าที่นายนั้นกำลังปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ บางคนสงสัยทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงต้องติดกล้องเพื่อบันทึกภาพเหล่านั้นไว้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย เช่น ระหว่างการเข้าระงับเหตุกราดยิง จะเสี่ยงละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่ปรากฏอยู่บนภาพหรือไม่ ? เรื่องนี้มีคำตอบ
อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันยุติธรรมแห่งสหรัฐฯ หรือ NIJ สังกัดกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่กำหนดมาตรฐานเสื้อเกราะกันกระสุนและอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานสากลที่ตำรวจและทหารทั่วโลกนิยมใช้ ได้ระบุถึงความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องติดกล้อง Body Camera ไว้ที่เสื้อเกราะระหว่างปฏิบัติงาน ว่ากล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับรัฐและท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อีกหลายประเทศนำไปปรับใช้ โดยส่วนใหญ่ติดตั้งไว้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งต้องมีการ “พบปะและติดต่อกับประชาชนโดยตรง”
ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 สำนักงานสถิติด้านความยุติธรรมของสหรัฐฯ (BJS) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการใช้กล้องติดตัวของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วสหรัฐฯ โดยพบว่ากว่า 80% ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรมตำรวจขนาดใหญ่ใช้กล้องติดตัวระหว่างปฏิบัติงาน ขณะที่ 60% ของกรมตำรวจท้องถิ่น และ 49% ของสำนักงานนายอำเภอ ประจำเมืองต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ ได้นำกล้องติดตัวไปใช้งานของเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน
ขณะที่ ข้อมูลจาก “Met Police” ซึ่งคือหน่วยงานตำรวจนครบาลอันโด่งดังที่รับผิดชอบพื้นที่ของกรุงลอนดอน ระบุว่า กล้องติดตัวเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มองเห็นได้ชัดใช้บันทึกทั้ง ภาพวิดีโอและเสียง เพื่อเป็นหลักฐานเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุหรือปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยกล้องจะถูกจัดสรรให้กับเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ต้องปฏิบัติงานและมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน
เมื่อพูดถึงตำแหน่งของกล้อง เหตุที่ต้องติดไว้ตรงหน้าอกและทำให้ภาพออกมาในลักษณะของบุคคลที่ 1 เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ต้องการทำให้ผู้ที่รับชมภาพจากกล้องเห็นเหตุการณ์จากมุมมองของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่จริง โดยกล้องนี้ยังทำหน้าที่เสมือน “พยานอิสระ” ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ โดยกล้องจะบันทึกภาพลงในหน่วยความจำภายในและเมื่อสิ้นสุดกะการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะอัปโหลดข้อมูลไปยังระบบจัดเก็บที่มีความปลอดภัยเพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในศาลหรือกระบวนการทางกฎหมายอื่น ๆ หรือสามารถลบข้อมูลได้หากไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้
กล้องติดตัวของตำรวจ ใช้อย่างไร ?
เมื่อเปิดกล้องระบบจะเริ่มบันทึกภาพและเสียงแบบวนซ้ำย้อนหลัง 30 วินาที (rolling 30-second loop) โดยข้อมูลภาพและเสียงในช่วง 30 วินาทีดังกล่าวจะไม่ถูกจัดเก็บถาวร เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเปิดใช้งานโหมดบันทึก เมื่อเจ้าหน้าที่กดบันทึกภาพและเสียง 30 วินาทีก่อนหน้าจะถูกรวมเข้าไปในไฟล์บันทึกด้วย
เจ้าหน้าที่จะเปิดใช้งานกล้องเมื่อเริ่มเกิดเหตุหรือเริ่มมีการเผชิญหน้ากับบุคคลและโดยปกติจะบันทึกต่อเนื่องจนกว่าการบันทึกจะไม่จำเป็นอีกต่อไปหรือมีระบบอื่นเข้ามารับหน้าที่แทน เช่น กล้องวงจรปิดภายในสถานีตำรวจ
การใช้กล้องติดตัวของเจ้าหน้าที่จะเน้นเฉพาะเหตุการณ์หรือภารกิจที่กำหนดไว้ หากไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติการเฉพาะ เจ้าหน้าที่จะไม่เปิดกล้องบันทึกระหว่างการลาดตระเวนตามปกติและเมื่อกล้องกำลังบันทึกจะมีไฟสีแดงกะพริบตรงบริเวณกึ่งกลางของกล้องและเจ้าหน้าที่อาจแจ้งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทราบว่ากำลังถูกบันทึกภาพและเสียงอยู่
Met Police ระบุด้วยว่าโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่จะใช้กล้องในกรณีต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นหลักฐานในการสืบสวนคดีความผิดหรือข้อสงสัยว่ามีการกระทำความผิด และเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การหยุดและตรวจค้น หรือกรณีมีการใช้กำลัง รวมถึงยังสามารถช่วยเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นต้องจัดทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการพบปะหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้ภาพจากกล้องเป็น “เครื่องช่วยเตือนความจำ” ว่าในเหตุนั้นเกิดอะไรขึ้น
ซึ่งในกรณีของ Met Police เกือบทุกครั้งที่ปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ต้องเปิดกล้องบันทึก เมื่อปฏิบัติหน้าที่ในกรณีต่าง ๆ เหล่านี้ เช่น เรียกหรือหยุดรถของประชาชน, เดินทางไปจับกุมบุคคล, ตรวจค้นบ้านหรือยานพาหนะ, ดำเนินการหยุดและตรวจค้นบุคคล, เข้าระงับเหตุร้ายแรงหรือเหตุวิกฤต, ใช้กำลังกับบุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคล รวมถึงการเข้าระงับเหตุหรือรับแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัว
กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ?
สถาบันยุติธรรมแห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าปี 2018 เหตุผลหลักที่หน่วยงานตำรวจท้องถิ่นและสำนักงานนายอำเภอราว 80% ตัดสินใจจัดหากล้องติดตัวมาใช้งาน ได้แก่ การเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ การยกระดับคุณภาพของพยานหลักฐาน การลดจำนวนข้อร้องเรียนจากประชาชน และการลดความเสี่ยงทางกฎหมายของหน่วยงาน แต่ก็พบว่างานวิจัยบางชิ้นยังไม่ได้สนับสนุนอย่างชัดเจนว่ากล้องติดตัวจะสามารถบรรลุผลลัพธ์เหล่านี้ได้
การวิเคราะห์นี้ได้รับการประเมินโดย CrimeSolutions และพบว่า กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ในบางครั้ง “ไม่มีผล” (No Effects) ต่อพฤติกรรมหรือผลลัพธ์หลายด้านของตำรวจ แต่ผลการศึกษาที่หลากหลายบางครั้งก็สะท้อนให้เห็นผลลัพธ์หลายด้าน เช่น การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่กับประชาน, การร้องเรียนจากประชาชน การจับกุม หรือแม้แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ถูกประชาชนทำร้ายเสียเอง
แต่จากการทบทวนข้อมูลและงานวิจัยที่มีอยู่เกี่ยวกับผลกระทบของการใช้กล้องติดตัวก็ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินคุณค่าที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ รวมถึงค้นหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการนำกล้องติดตัวไปใช้งาน แต่โดยภาพรวม ประโยชน์ของกล้องติดตัวตำรวจนำไปสู่การทำงานของตำรวจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสามารถช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ สร้างความไว้วางใจระหว่างตำรวจกับชุมชน และช่วยให้ผู้กระทำผิดถูกตัดสินลงโทษได้อย่างถูกต้อง
ละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือไม่ ?
หนึ่งในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุด เกี่ยวกับกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่คือเรื่อง ความเป็นส่วนตัว เพราะกล้องติดตัวตำรวจสามารถบันทึกภาพผู้คนในช่วงเวลาที่เลวร้ายหรือเปราะบางที่สุดในชีวิตได้ ฝ่ายที่คัดค้านการใช้กล้องติดตัวกังวลว่าภาพที่อาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้เกิดอคติ หรือทำให้ผู้ถูกบันทึกภาพรู้สึกอับอาย อาจถูกเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว แม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็ตาม
หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกจึงจำเป็นต้องกำหนดนโยบายเกี่ยวกับช่วงเวลาที่สามารถเผยแพร่ภาพจากกล้องติดตัวตำรวจ และประเภทของภาพที่สามารถเปิดเผยได้ อย่างในกรณีของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจในบางพื้นที่ที่ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยการออกกฎที่กำหนดให้ตำรวจแจ้งให้บุคคลในเหตุการณ์ทราบว่ากำลังถูกบันทึกภาพอยู่ นอกจากนี้ยังมีการออกกฎเพื่อจำกัดระยะเวลาที่สามารถจัดเก็บภาพที่บันทึกไว้ กำหนดขอบเขตการนำข้อมูลไปใช้ และระบุว่าสามารถเปิดเผยภาพดังกล่าวได้เพื่อวัตถุประสงค์ใดด้วย
- นิติเวช เผยผลชันสูตรเหตุกราดยิง ถูกกระสุนทุกคน “1-4 นัด” เข้าจุดสำคัญถึงชีวิต
- รัฐบาลส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ เหตุกราดยิงในโรงเรียน
- รัฐบาล เร่งดูแลเหตุกราดยิง ยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ
- นายกฯ ลงพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด 8 ราย
- ตำรวจ เปิดข้อมูลเด็กวัย 14 ปี ยิงปู่-ย่า ก่อนมากราดยิงภายในโรงเรียน
ที่มาข้อมูล : NIJ / Met Police
ที่มารูปภาพ : Reuters
