
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจะใช้มาตราการทางเศรษฐกิจที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่ออิหร่าน เช่นเดียวกับที่เขาจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดกับประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่านด้วย
ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทาง Truth Social บอกว่านี่จะเป็นมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายอย่างหนักที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศใดๆ ก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศว่า เขากำลังเปิดฉาก “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ต่ออิหร่านและประเทศใดก็ตามที่อนุญาตให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน ก็จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมและไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศอื่นใดนอกจากอิหร่าน
การประกาศของทรัมป์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากบันทึกความเข้าใจร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หรือ MOU ซึ่งกำหนดให้มีการหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน เพิ่งหมดอายุไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยยังไม่มีสัญญาณว่าทั้ง 2 ประเทศจะหันกลับสู่โต๊ะเจรจาหรือจะเปิดการโจมตีทางทหารเพิ่มเติม นอกจากนี้ การประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงของทรัมป์ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจ หลังจากการประกาศใช้มาตรการภาษีของทรัมป์กับหลายประเทศทั่วโลก เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา รวมถึงเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารหรือบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับอิหร่านด้วย
สำหรับประเทศที่ถูกจับตามองหลังจากคำประกาศของทรัมป์ คือ “จีน” แม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง แต่ภาคธุรกิจของจีนถือเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากอิหร่านและเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการสนับสนุนเงินทุนของรัฐบาลอิหร่านด้วย โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันที่เรียกว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” (teapot refineries) หลายแห่ง ซึ่งเป็นโรงกลั่นเอกชนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในมณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีน ซึ่งในเวลานั้น กระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจีนยังออกคำสั่งกำหนดว่า มาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้จะต้องไม่ถูกยอมรับหรือบังคับใช้อย่างเด็ดขาด
เช่นเดียวกับ “โอมาน” ที่กำลังถูกเพ่งเล็ง เพราะเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งขู่จะโจมตีใส่โอมาน แม้จะเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ หากโอมาน “ขัดขวาง” การเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงกรณีที่โอมานและอิหร่าน เจรจากันเพื่อแบ่งสิทธิ์จัดการการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้อีกครั้ง
สรุปข่าว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจะใช้มาตราการทางเศรษฐกิจที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่ออิหร่าน เช่นเดียวกับที่เขาจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดกับประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่านด้วย
ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทาง Truth Social บอกว่านี่จะเป็นมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายอย่างหนักที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศใดๆ ก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศว่า เขากำลังเปิดฉาก “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ต่ออิหร่านและประเทศใดก็ตามที่อนุญาตให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน ก็จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมและไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศอื่นใดนอกจากอิหร่าน
การประกาศของทรัมป์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากบันทึกความเข้าใจร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หรือ MOU ซึ่งกำหนดให้มีการหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน เพิ่งหมดอายุไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยยังไม่มีสัญญาณว่าทั้ง 2 ประเทศจะหันกลับสู่โต๊ะเจรจาหรือจะเปิดการโจมตีทางทหารเพิ่มเติม นอกจากนี้ การประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงของทรัมป์ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจ หลังจากการประกาศใช้มาตรการภาษีของทรัมป์กับหลายประเทศทั่วโลก เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา รวมถึงเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารหรือบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับอิหร่านด้วย
สำหรับประเทศที่ถูกจับตามองหลังจากคำประกาศของทรัมป์ คือ “จีน” แม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง แต่ภาคธุรกิจของจีนถือเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากอิหร่านและเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการสนับสนุนเงินทุนของรัฐบาลอิหร่านด้วย โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันที่เรียกว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” (teapot refineries) หลายแห่ง ซึ่งเป็นโรงกลั่นเอกชนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในมณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีน ซึ่งในเวลานั้น กระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจีนยังออกคำสั่งกำหนดว่า มาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้จะต้องไม่ถูกยอมรับหรือบังคับใช้อย่างเด็ดขาด
เช่นเดียวกับ “โอมาน” ที่กำลังถูกเพ่งเล็ง เพราะเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งขู่จะโจมตีใส่โอมาน แม้จะเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ หากโอมาน “ขัดขวาง” การเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงกรณีที่โอมานและอิหร่าน เจรจากันเพื่อแบ่งสิทธิ์จัดการการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้อีกครั้ง
- ทรัมป์ประกาศพบ คิม จอง-อึน ปลายปีนี้ สื่อคาดอาจพบที่ APEC จีน
- ทรัมป์สั่งทีมเจรจาหยุดการติดต่อกับอิหร่าน เหตุไม่พอใจเมินข้อเสนอ
- "ยูเออี" ปิดประตูการค้า ตัดท่อน้ำเลี้ยง "อิหร่าน" จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
- เอกชนเชื่อมั่นมาตรการรัฐ และเงินกู้ 2 แสนลบ. หนุนเศรษฐกิจเติบโต
- ศาลสหรัฐฯ ฟังข้อกล่าวหา Meta ทำเด็กติดโซเชียลหนัก
