
จากกรณีที่ “อัน ฮา-ยอง” นักแสดงชาวเกาหลีใต้ออกมากล่าวถึงประวัติ “ครอบครัว” ของเธอจนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมเกาหลีใต้ ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อฮายอง จนเชื่อมโยงไปถึงความบาดหมางในอดีตระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในยุคที่เกาหลีใต้ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น แม้ว่าล่าสุด ฮายอง จะออกมาขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ตาม
เรื่องนี้เป็นมาอย่างไรกันแน่ ?
“คุณปู่ทวด” ของฮายอง และผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่น
เรื่องราวเริ่มมาจากที่ ฮายอง ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างโปรโมทซีรีส์เรื่องใหม่ที่เธอแสดงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่กลับเป็นดราม่าเพราะในช่วงหนึ่งฮายองได้พูดเกี่ยวกับ “ภูมิหลังครอบครัว” ของเธอ ฮายองกล่าวว่า “คุณปู่ทวด” ของเธอเคยเปิดคลินิกการรักษาแบบตะวันตกในฮันยางซึ่งเป็นชื่อเดิมของกรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ และเคยรักษาจักรพรรดิโคจงในยุคที่เกาหลีใต้กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การถูกครอบครองและตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น
แม้ว่าในการให้สัมภาษณ์ ฮายอง จะไม่ได้เอ่ยชื่อว่าปู่ทวดของเธอเป็นใคร แต่ไม่นานหลังจากเรื่องนี้เป็นกระแส ชาวเน็ตก็พากันค้นหาและคาดเดาว่าปู่ของเธออาจคือ “อัน ซัง-โฮ” แพทย์ที่ประกอบวิชาชีพในช่วงที่เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นและยังเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนญี่ปุ่น หรือ “โปรญี่ปุ่น” ในตอนนั้นด้วย
จนนำมาสู่การเปิดเผยเรื่องราวของ “สมาคมมิตรภาพแทจอง” (Daejeong Friendship Association) ซึ่งเป็นสภาคมที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงยุคอาณานิคมและ “อัน ซัง-โฮ” คนที่คาดว่าเป็นปู่ทวดของฮายอง ก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับสมาคมนี้
สมาคมดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในปี 1916 ในฐานะองค์กรทางธุรกิจ โดยมี มิน ยอง-กี ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักกันในฐานะ “ผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่น” ที่เป็นผู้นำชาวเกาหลีบางส่วนให้หันมาสนับสนุนญี่ปุ่นที่กำลังเรืองอำนาจเหนือเกาหลีใต้ในขณะนั้น รวมถึงในสมาคมนี้ยังมี “อี วาน-ยง” หนึ่งในผู้ร่วมลงนาม ทั้งใน “สนธิสัญญาอึลซา” เมื่อปี 1905 และ “สนธิสัญญาผนวกเกาหลี-ญี่ปุ่น” ในปี 1910 ซึ่งนำไปสู่การที่เกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นอย่างเป็นสมบูรณ์ นอกจากนี้สมาคมดังกล่าวยังมีอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลอาณานิคมของญี่ปุ่นเป็นสมาชิกด้วย
“ญี่ปุ่น” บาดแผบที่เกาหลีใต้ไม่เคยลืม
ทำไมเมื่อเวลาผ่านมาจากในยุคนั้นจนถึงปัจจุบัน คนเกาหลีใต้ไม่เคยลืมบาดแผลที่ญี่ปุ่นฝากเอาไว้ให้ประเทศของพวกเขา ? เรื่องนี้มีคำตอบ…
ถ้าไปคุยเรื่องนี้กับคนเกาหลีใต้คงอาจต้องใช้เวลาเล่าและระบายกันเป็นวัน ๆ เพราะทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนร่วมกัน โดยเฉพาะความขัดแย้งจากการที่ญี่ปุ่นพยายามรุกรานคาบสมุทรเกาหลีหลายครั้งจน ในปี 1910 ญี่ปุ่นผนวกเกาหลีเข้าเป็นดินแดนของตนและเปลี่ยนเกาหลีให้กลายเป็นอาณานิคมได้สำเร็จ
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 1930 ญี่ปุ่นที่เรืองอำนาจในเอเชียเริ่มระดมกำลังของตนเพื่อเตรียมทำสงคราม และเพราะเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงต้องมองหาตลาดแรงงานที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือ เกาหลีใต้ ที่ตกเป็นอาณานิคมเรียบร้อยแล้ว ญี่ปุ่นเริ่มบังคับชาวเกาหลีให้ทำงานในโรงงานและเหมืองแร่ รวมถึงบังคับ “ผู้ชาย” เกณฑ์ทหารเพื่อเข้าร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น ส่วน “ผู้หญิง” ชาวเกาหลี รวมไปถึงอีกหลายหมื่นคนจากทั่วเอเชียที่ญี่ปุ่นจับตัวมา พวกเธอถูกส่งไปยังสถานที่ที่เรียกว่า “ซ่องทหาร” เพื่อเป็น “หญิงบำเรอ” ให้บริการทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีอิทธิพลและอำนาจเหนือเกาหลีจนกระทั่งสิ้นสุดลงในปี 1945 หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้หลังจากนั้นจะมีความพยายามมานานนับ 20 ปี เพื่อที่เกาหลีใต้จะตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น แต่ในใจคนเกาหลีมองว่าความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นยังห่างไกลจากคำว่า “ปกติ” อยู่มาก
สรุปข่าว
จากกรณีที่ “อัน ฮา-ยอง” นักแสดงชาวเกาหลีใต้ออกมากล่าวถึงประวัติ “ครอบครัว” ของเธอจนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมเกาหลีใต้ ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อฮายอง จนเชื่อมโยงไปถึงความบาดหมางในอดีตระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในยุคที่เกาหลีใต้ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น แม้ว่าล่าสุด ฮายอง จะออกมาขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ตาม
เรื่องนี้เป็นมาอย่างไรกันแน่ ?
“คุณปู่ทวด” ของฮายอง และผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่น
เรื่องราวเริ่มมาจากที่ ฮายอง ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างโปรโมทซีรีส์เรื่องใหม่ที่เธอแสดงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่กลับเป็นดราม่าเพราะในช่วงหนึ่งฮายองได้พูดเกี่ยวกับ “ภูมิหลังครอบครัว” ของเธอ ฮายองกล่าวว่า “คุณปู่ทวด” ของเธอเคยเปิดคลินิกการรักษาแบบตะวันตกในฮันยางซึ่งเป็นชื่อเดิมของกรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ และเคยรักษาจักรพรรดิโคจงในยุคที่เกาหลีใต้กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การถูกครอบครองและตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น
แม้ว่าในการให้สัมภาษณ์ ฮายอง จะไม่ได้เอ่ยชื่อว่าปู่ทวดของเธอเป็นใคร แต่ไม่นานหลังจากเรื่องนี้เป็นกระแส ชาวเน็ตก็พากันค้นหาและคาดเดาว่าปู่ของเธออาจคือ “อัน ซัง-โฮ” แพทย์ที่ประกอบวิชาชีพในช่วงที่เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นและยังเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนญี่ปุ่น หรือ “โปรญี่ปุ่น” ในตอนนั้นด้วย
จนนำมาสู่การเปิดเผยเรื่องราวของ “สมาคมมิตรภาพแทจอง” (Daejeong Friendship Association) ซึ่งเป็นสภาคมที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงยุคอาณานิคมและ “อัน ซัง-โฮ” คนที่คาดว่าเป็นปู่ทวดของฮายอง ก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับสมาคมนี้
สมาคมดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในปี 1916 ในฐานะองค์กรทางธุรกิจ โดยมี มิน ยอง-กี ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักกันในฐานะ “ผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่น” ที่เป็นผู้นำชาวเกาหลีบางส่วนให้หันมาสนับสนุนญี่ปุ่นที่กำลังเรืองอำนาจเหนือเกาหลีใต้ในขณะนั้น รวมถึงในสมาคมนี้ยังมี “อี วาน-ยง” หนึ่งในผู้ร่วมลงนาม ทั้งใน “สนธิสัญญาอึลซา” เมื่อปี 1905 และ “สนธิสัญญาผนวกเกาหลี-ญี่ปุ่น” ในปี 1910 ซึ่งนำไปสู่การที่เกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นอย่างเป็นสมบูรณ์ นอกจากนี้สมาคมดังกล่าวยังมีอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลอาณานิคมของญี่ปุ่นเป็นสมาชิกด้วย
“ญี่ปุ่น” บาดแผบที่เกาหลีใต้ไม่เคยลืม
ทำไมเมื่อเวลาผ่านมาจากในยุคนั้นจนถึงปัจจุบัน คนเกาหลีใต้ไม่เคยลืมบาดแผลที่ญี่ปุ่นฝากเอาไว้ให้ประเทศของพวกเขา ? เรื่องนี้มีคำตอบ…
ถ้าไปคุยเรื่องนี้กับคนเกาหลีใต้คงอาจต้องใช้เวลาเล่าและระบายกันเป็นวัน ๆ เพราะทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนร่วมกัน โดยเฉพาะความขัดแย้งจากการที่ญี่ปุ่นพยายามรุกรานคาบสมุทรเกาหลีหลายครั้งจน ในปี 1910 ญี่ปุ่นผนวกเกาหลีเข้าเป็นดินแดนของตนและเปลี่ยนเกาหลีให้กลายเป็นอาณานิคมได้สำเร็จ
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 1930 ญี่ปุ่นที่เรืองอำนาจในเอเชียเริ่มระดมกำลังของตนเพื่อเตรียมทำสงคราม และเพราะเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงต้องมองหาตลาดแรงงานที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือ เกาหลีใต้ ที่ตกเป็นอาณานิคมเรียบร้อยแล้ว ญี่ปุ่นเริ่มบังคับชาวเกาหลีให้ทำงานในโรงงานและเหมืองแร่ รวมถึงบังคับ “ผู้ชาย” เกณฑ์ทหารเพื่อเข้าร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น ส่วน “ผู้หญิง” ชาวเกาหลี รวมไปถึงอีกหลายหมื่นคนจากทั่วเอเชียที่ญี่ปุ่นจับตัวมา พวกเธอถูกส่งไปยังสถานที่ที่เรียกว่า “ซ่องทหาร” เพื่อเป็น “หญิงบำเรอ” ให้บริการทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีอิทธิพลและอำนาจเหนือเกาหลีจนกระทั่งสิ้นสุดลงในปี 1945 หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้หลังจากนั้นจะมีความพยายามมานานนับ 20 ปี เพื่อที่เกาหลีใต้จะตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น แต่ในใจคนเกาหลีมองว่าความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นยังห่างไกลจากคำว่า “ปกติ” อยู่มาก
ทำไมปัญหานี้จึงไม่เคยจบ ?
ยู อึย-ซัง นักการทูตและผู้เขียนหนังสือ Diplomatic Propriety & Our Interests With Japan เคยให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ไว้ว่า ข้อพิพาทระหว่างเกาหลีใต้นอกเหนือจากเรื่องบาดแผลทางจิตใจของชาวเกาหลี ยังคงดำเนินต่อไปด้วยเหตุผล 2 ประการ
อย่างแรกคือ ข้อตกลงปี 1965 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีเคยทำร่วมกันโดยหวังจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไม่ได้ยุติปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอดีตยุคอาณานิคมของทั้ง 2 ประเทศ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ ข้อตกลงดังกล่าวได้พรากสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนชาวเกาหลีในการเรียกร้องค่าชดเชยจากฝ่ายญี่ปุ่น
ขณะที่ในปี 2015 เรื่องของเหยื่อผู้หญิงที่ตกเป็น “หญิงบำเรอ” ให้ทหารญี่ปุ่นกลายเป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับสังคมเกาหลีใต้อีกครั้ง โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการออกคำขอโทษอย่างเป็นทางการและให้คำมั่นว่าจะจ่ายเงิน 1,000 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เกาหลีใต้เรียกร้องเพื่อนำไปช่วยเหลือเหยื่อ ซึ่ง“ชินโซ อาเบะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในตอนนั้นกล่าวว่า “ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ และไม่ควรลากปัญหานี้ไปสู่คนรุ่นต่อไป” จนกระทั่งในปี 2017 ประธานาธิบดี มุน แจ-อิน เสนอให้มีการแก้ไขข้อตกลงร่วมกับญี่ปุ่น แต่ข้อพิพาททางประวัติศาสตร์ยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีฝ่ายใดมีแนวโน้มจะยอมถอย
กรณีฮายอง ผิดจริงหรือไม่ ?
จากกรณีของ ฮายอง สังคมเกาหลีใต้จึงตั้งคำถามว่าลูกหลานของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับสมาคมนี้ หรือ เป็นฝ่ายโปรญี่ปุ่น ควรต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของบรรพบุรุษหรือไม่ ?
และเรื่องนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า สังคมเกาหลีใต้ยังคงอ่อนไหวต่อเรื่องราวในอดีตจากการถูกกดขี่ในยุคอาณานิคมมากเพียงใด ในขณะที่หลายคนมองว่าบุคคลสาธารณะควรตระหนักถึงเรื่องนี้มากกว่านี้ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะมองว่า ปัจจุบันสังคมเกาหลีให้น้ำหนักกับพฤติกรรมและท่าทีของลูกหลานในปัจจุบัน มากกว่าชาติกำเนิดหรือสายเลือดเพียงอย่างเดียว
อี ซอง-มิน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Korea National Open University กล่าวว่า ความรุนแรงของกระแสต่อต้านอาจไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่การมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวอยู่จริง แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า บทบาทปู่ทวดของฮายองในช่วงยุคอาณานิคมถูกตีความอย่างไร
รองศาสตราจารย์อี กล่าวด้วยว่า การร่วมมือกับญี่ปุ่นในช่วงยุคอาณานิคมมีหลายระดับ บุคคลบางคนอาจถูกจัดว่าเป็นผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในทางเทคนิค แม้ในช่วงเวลานั้นพวกเขาอาจมีทางเลือกจำกัดภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ขณะที่บางคน ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อาณานิคมอย่างแข็งขัน ซึ่งตามความคิดเห็นของรองศาสตราจารย์อี มองว่า กรณีปู่ทวดของฮายองดูจะอยู่ใกล้กับกลุ่มหลังมากกว่า
ขณะที่ จอง ด็อก-ฮยอน ผู้เชี่ยวชาญด้าน Pop Culture กล่าวว่า ผู้คนอาจไม่ได้รู้สึกไม่สบายใจกับข้อเท็จจริงนั้นแต่รู้สึกกับวิธีที่ลูกหลานของบุคคลในอดีตแสดงออกต่อเรื่องนี้ อย่างเช่นการที่ลูกหลานบิดเบือนอดีต หรือพูดถึงการกระทำของบรรพบุรุษของตนด้วยความภาคภูมิใจแม้จะขัดกับค่านิยมส่วนใหญ่ในสังคมที่ไม่ชอบญี่ปุ่นเป็นทุนเดิม
คนเกาหลีใต้ปัจจุบัน คิดอย่างไรกับญี่ปุ่น ?
ข้อมูลจาก Hankook Research ระบุว่า คะแนนความรู้สึกเชิงบวกที่ชาวเกาหลีใต้มีต่อญี่ปุ่นอยู่ที่ 44.8 คะแนน จากการสำรวจในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มขึ้นจาก 42.7 คะแนนในเดือนเมษายน ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่บริษัทเริ่มวัดความรู้สึกที่มีต่อประเทศรอบ ๆ เกาหลี ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ รัสเซีย และสหรัฐฯ ในปี 2018 โดยที่การสำรวจนี้ใช้สิ่งที่เรียกว่า “เทอร์โมมิเตอร์ความรู้สึก” ตั้งแต่ 0 คะแนน ซึ่งหมายถึงรู้สึกในแง่ลบอย่างมาก ไปจนถึง 100 คะแนน ซึ่งหมายถึงรู้สึกในแง่บวกอย่างมาก
แต่จอง ด็อก-ฮยอน ผู้เชี่ยวชาญด้าน Pop Culture ย้ำว่า แม้ผลสำรวจจะออกมาในเชิงบวกแต่ชาวเกาหลียังคงแยกเรื่องกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยออกจากความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ เพราะการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการเสพคอนเทนต์ของกันและกันโดยพื้นฐานแล้วเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล แต่ผู้ชมสามารถแยกการเลือกเสพความบันเทิงออกจากความคับข้องใจเกี่ยวกับอดีตยุคอาณานิคมที่ยังไม่ได้รับการสะสางได้
และสิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจน คือตัวอย่างจากกรณีของสมาชิกวง K-Pop บางวงที่มีสมาชิกเป็นชาวต่างชาติซึ่งรวมไปถึงชาวญี่ปุ่น แต่วงเหล่านั้นก็ยังได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมเกาหลีใต้ในปัจจุบัน
ที่มาข้อมูล : The Korea Herald / BBC
ที่มารูปภาพ : AFP
