
ช่วงนี้ชื่อของ ฮายอง นักแสดงสาวชื่อดังถูกพูดถึงไม่น้อย จากกรณีที่เธอเคยเอาเรื่องราวของทวดมาเล่าอย่างภาคภูมิใจ แต่เรื่องกลับร้อนแรงขึ้นเมื่อชาวเน็ตขุดพบว่าทวดของเธอคือ "อันซังโฮ" บุคคลที่มีชื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มฝักใฝ่ญี่ปุ่นในยุคอาณานิคม
ทำไมเรื่องประวัติทวด ฮายอง ถึงกลายเป็นดราม่าใหญ่โต? แล้วตัวตนของ อันซังโฮ คือใครกันแน่?
"อันซังโฮ" แพทย์นักเรียนนอกรุ่นแรกของเกาหลี
ภาพจาก namu.wiki
อันซังโฮ (เกิดปี 1872 - เสียชีวิตปี 1927) ถือเป็นบุคคลระดับหัวกระทิในยุคนั้น เขาเป็นบุตรชายของ อันกอนยอง หนึ่งในจิตรกรชื่อดังแห่งยุคโชซอน
ด้วยความฉลาดอันซังโฮได้รับทุนจากรัฐบาลจักรวรรดิเกาหลีให้เดินทางไปเรียนต่อด้านการแพทย์ที่ประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งจบการศึกษาจากโรงเรียนการแพทย์ Jikei University School of Medicine ในโตเกียวเมื่อปี 1902 ทำให้เขากลายเป็น คนเกาหลีคนแรกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์จากญี่ปุ่น
หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับประเทศและได้ดำรงตำแหน่งหมอหลวงถวายการรักษาพระเจ้าซุนจง (พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของเกาหลี แห่งจักรวรรดิเกาหลี ) ก่อนจะลาออกมาเปิดคลินิกอันซังโฮย่านจงโร ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในคลินิกการแพทย์แผนปัจจุบันยุคแรก ๆ ของเกาหลี นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทร่วมก่อตั้งสมาคมการแพทย์ฮันซองเพื่อรวบรวมกลุ่มแพทย์ชาวเกาหลีอีกด้วย
สรุปข่าว
ช่วงนี้ชื่อของ ฮายอง นักแสดงสาวชื่อดังถูกพูดถึงไม่น้อย จากกรณีที่เธอเคยเอาเรื่องราวของทวดมาเล่าอย่างภาคภูมิใจ แต่เรื่องกลับร้อนแรงขึ้นเมื่อชาวเน็ตขุดพบว่าทวดของเธอคือ "อันซังโฮ" บุคคลที่มีชื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มฝักใฝ่ญี่ปุ่นในยุคอาณานิคม
ทำไมเรื่องประวัติทวด ฮายอง ถึงกลายเป็นดราม่าใหญ่โต? แล้วตัวตนของ อันซังโฮ คือใครกันแน่?
"อันซังโฮ" แพทย์นักเรียนนอกรุ่นแรกของเกาหลี
ภาพจาก namu.wiki
อันซังโฮ (เกิดปี 1872 - เสียชีวิตปี 1927) ถือเป็นบุคคลระดับหัวกระทิในยุคนั้น เขาเป็นบุตรชายของ อันกอนยอง หนึ่งในจิตรกรชื่อดังแห่งยุคโชซอน
ด้วยความฉลาดอันซังโฮได้รับทุนจากรัฐบาลจักรวรรดิเกาหลีให้เดินทางไปเรียนต่อด้านการแพทย์ที่ประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งจบการศึกษาจากโรงเรียนการแพทย์ Jikei University School of Medicine ในโตเกียวเมื่อปี 1902 ทำให้เขากลายเป็น คนเกาหลีคนแรกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์จากญี่ปุ่น
หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับประเทศและได้ดำรงตำแหน่งหมอหลวงถวายการรักษาพระเจ้าซุนจง (พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของเกาหลี แห่งจักรวรรดิเกาหลี ) ก่อนจะลาออกมาเปิดคลินิกอันซังโฮย่านจงโร ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในคลินิกการแพทย์แผนปัจจุบันยุคแรก ๆ ของเกาหลี นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทร่วมก่อตั้งสมาคมการแพทย์ฮันซองเพื่อรวบรวมกลุ่มแพทย์ชาวเกาหลีอีกด้วย
ทำไมคนเกาหลีไม่พอใจ “อันซังโฮ”?
แม้จะเป็นหมอมากฝีมือและได้รับโอกาสจากประเทศชาติ แต่สิ่งที่ทำให้สังคมเกาหลีรับไม่ได้คือพฤติกรรมและการวางตัวของเขาในช่วงที่เกาหลีตกอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเกาหลีต้องเจ็บปวดและบอบช้ำอย่างหนักจากยุคที่เป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือในปี 1918 หนังสือพิมพ์ Maeil Sinbo สื่อกระบอกเสียงของญี่ปุ่นในยุคนั้น ได้ลงบทสัมภาษณ์ของอันซังโฮ โดยเขากล่าวว่า "ผมก็เหมือนคนญี่ปุ่นนั่นแหละ ตอนนี้ไม่มีเสื้อผ้าเกาหลีสักตัว กิมจิหรืออาหารเผ็ดก็กินไม่ได้แล้ว ลูก ๆ ทุกคนพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น ไม่ให้พูดภาษาเกาหลีเลย" อันซังโฮแสดงจุดยืนว่าใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่นและแทบไม่คบหากับชาวเกาหลี ขณะที่ลูก ๆ เติบโตมากับภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น
ชื่อของเขาปรากฏเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนของ "สมาคมแทจองชินมกฮเว" ซึ่งเป็นองค์กรที่รวมตัวกันของกลุ่มชนชั้นสูงและกลุ่มอิทธิพลที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อโปรโมตแนวคิด หลอมรวมเกาหลี-ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ในช่วงที่จักรพรรดิโคจงเสด็จสวรรคตอย่างกระทันหันเมื่อปี 1919 มีข่าวลือว่าอันซังโฮเป็นคนวางยาพิษ แต่เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าเขาเป็นคนลงมือจริง
มุมมองและข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์
แม้พฤติกรรมส่วนตัวของเขาจะเอียงไปทางญี่ปุ่นอย่างชัดเจน จนคนในยุคนั้นมองว่าเป็นพวกทรยศชาติ แต่ในทางกฎหมายและงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน ยังคงมีมุมมองที่มองต่างออกไป
ปัจจุบันชื่อของ อันซังโฮ ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อผู้กระทำผิดฐานทรยศชาติตามประกาศของรัฐบาล หรือพจนานุกรมบุคคลฝักใฝ่ญี่ปุ่น เนื่องจากเกณฑ์การพิจารณาจะเน้นไปที่กลุ่มผู้นำทหาร ข้าราชการระดับสูง หรือผู้ที่ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์โดยตรง ส่วนกรณีของเขาถูกมองว่าเป็น กลุ่มวิชาชีพเฉพาะทางที่เน้นการวางตัวเข้าหาผู้มีอำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่า
มุมมองจากนักประวัติศาสตร์อย่าง ชิม ยงฮวาน นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของเกาหลีได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า แม้อันซังโฮจะมีบันทึกการเข้าร่วมกลุ่มโปรญี่ปุ่นจริง แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่บทบาทด้านการแพทย์และการสร้างโรงพยาบาลยุคแรก การจะด่วนสรุปว่าเขาเป็นคนทรยศชาติระดับแกนนำทันทีอาจยังขาดข้อมูลหลักฐานที่รอบด้าน และต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญก่อน
พูดง่าย ๆ คือ ประวัติของอันซังโฮไม่ได้มีแค่ขาวหรือดำ เขาเป็นแพทย์รุ่นบุกเบิกที่มีผลงานด้านการแพทย์จริง ขณะเดียวกันก็มีหลักฐานเกี่ยวกับการปรับตัวเข้ากับระบอบญี่ปุ่นและการเข้าร่วมองค์กรที่สนับสนุนการปกครองของญี่ปุ่นจริงเช่นกัน
ส่วนฮายอง เธอไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าทำอะไรในอดีต แต่เป็นประเด็นเรื่องการที่เธอเคยเล่าถึงทวดในมุมที่ครอบครัวภูมิใจกลับสร้างความไม่พอใจให้คนจำนวนมาก เรื่องราวของ อันซังโฮ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงของนักแสดงสาว ฮายอง ที่ขาดความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์อย่างถี่ถ้วน ซึ่งสุดท้ายฮายอง ก็ได้ออกเขียนจดหมายขอโทษสังคมด้วยลายมือ ยอมรับในความไม่รู้และขอร่วมรับผิดชอบในฐานะลูกหลานต่อบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของคนเกาหลี
ข้อความบางส่วนจากจดหมายของฮายอง

"ที่ผ่านมา ฉันรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของทวดเพียงด้านเดียวผ่านคำบอกเล่าของคนในครอบครัว น่าอายเหลือเกินที่ฉันนำเรื่องของทวดไปพูดเป็นความภาคภูมิใจในหลายๆ ที่ ทั้งที่ยังตกอยู่ในภาวะไม่รู้อะไรเลย" "ฉันขอทบทวนตัวเองและขออภัยอย่างยิ่งที่เอ่ยถึงประวัติศาสตร์ครอบครัวอย่างมักง่าย โดยไม่ได้เข้าใจประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดของประเทศเราในช่วงยุคอาณานิคมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งพอ"
ที่มาข้อมูล : namu.wiki, starnewskorea
ที่มารูปภาพ : havv_y
