The Scarecrow: ตีแผ่ชีวิต “แพะตัวจริง” เบื้องหลังความยุติธรรมที่มืดมน

Share on Line Share on Facebook Share on X
The Scarecrow: ตีแผ่ชีวิต “แพะตัวจริง” เบื้องหลังความยุติธรรมที่มืดมน

หลายคนที่ดูซีรีส์ The Scarecrow  คงรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่เห็นความจริงถูกฝังไว้ใต้ดิน และสิ้นหวังเมื่อเห็นว่าคนบริสุทธิ์ต้องถูกซ้อม ถูกจับ และถูกกล่าวหาว่าคือฆาตกรทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่อง  แต่สิ่งที่น่าเศร้ากว่าคือความจริงที่ว่าเรื่องราวแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง แต่มันเคยเกิดขึ้นจริงกับคนคนหนึ่ง และมันก็กินเวลานานกว่าสามสิบปีกว่าความจริงจะปรากฏ

ตัวตน “แพะตัวจริง”   

ในเรื่องนี้มีชายบริสุทธิ์คนหนึ่งถูกทำให้กลายเป็นแพะและต้องติดคุกนานถึง 20 ปี ทั้ง ๆ ที่บริสุทธิ์  เขามีชื่อว่า ยุนซองยอ เป็นเพียงช่างซ่อมเครื่องจักรการเกษตรธรรมดาวัย 22 ปี ที่ไม่ได้เรียนหนังสือสูง ๆ มีขาเป๋เล็กน้อยจากโรคโปลิโอตั้งแต่เด็ก และย้ายมาอยู่ที่ฮวาซองตั้งแต่อายุ 13 ปีหลังแม่เสียชีวิตในอุบัติเหตุ  

จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นในเช้าวันที่ 16 กันยายน 1988 เมื่อมีการพบศพเด็กหญิงวัย 13 ปี เสียชีวิตอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นคดีที่ 8 ที่พบหญิงสาวถูกฆาตกรรม  ในเวลานั้นตำรวจเกาหลีตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล ทั้งจากรัฐบาลที่ต้องการผลงานและประชาชนที่ขวัญผวา จึงต้องการปิดคดีให้เร็วที่สุดไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม 


สรุปข่าว

ยุนซองยอ ชายพิการผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียอิสรภาพและทนทุกข์ในคุกนานถึง 20 ปี จากการถูกซ้อมทรมานและยัดข้อหาโดยตำรวจที่ต้องการรีบปิดคดีฆาตกรรม

หลายคนที่ดูซีรีส์ The Scarecrow  คงรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่เห็นความจริงถูกฝังไว้ใต้ดิน และสิ้นหวังเมื่อเห็นว่าคนบริสุทธิ์ต้องถูกซ้อม ถูกจับ และถูกกล่าวหาว่าคือฆาตกรทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่อง  แต่สิ่งที่น่าเศร้ากว่าคือความจริงที่ว่าเรื่องราวแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง แต่มันเคยเกิดขึ้นจริงกับคนคนหนึ่ง และมันก็กินเวลานานกว่าสามสิบปีกว่าความจริงจะปรากฏ

ตัวตน “แพะตัวจริง”   

ในเรื่องนี้มีชายบริสุทธิ์คนหนึ่งถูกทำให้กลายเป็นแพะและต้องติดคุกนานถึง 20 ปี ทั้ง ๆ ที่บริสุทธิ์  เขามีชื่อว่า ยุนซองยอ เป็นเพียงช่างซ่อมเครื่องจักรการเกษตรธรรมดาวัย 22 ปี ที่ไม่ได้เรียนหนังสือสูง ๆ มีขาเป๋เล็กน้อยจากโรคโปลิโอตั้งแต่เด็ก และย้ายมาอยู่ที่ฮวาซองตั้งแต่อายุ 13 ปีหลังแม่เสียชีวิตในอุบัติเหตุ  

จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นในเช้าวันที่ 16 กันยายน 1988 เมื่อมีการพบศพเด็กหญิงวัย 13 ปี เสียชีวิตอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นคดีที่ 8 ที่พบหญิงสาวถูกฆาตกรรม  ในเวลานั้นตำรวจเกาหลีตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล ทั้งจากรัฐบาลที่ต้องการผลงานและประชาชนที่ขวัญผวา จึงต้องการปิดคดีให้เร็วที่สุดไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม 


 หลักฐานชิ้นสำคัญที่ตำรวจนำมาใช้คือเส้นขนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งถูกส่งไปวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีของยุคนั้น ผลตรวจพบว่าเส้นขนมีปริมาณสาร "ไทเทเนียม" สูงกว่าคนปกติถึง 300 เท่า  จึงปักใจเชื่อว่าคนร้ายต้องเป็นช่างซ่อมเครื่องจักรแน่นอน พวกเขาเริ่มสุ่มตรวจเส้นขนของช่างทุกคนในพื้นที่ และแจ็กพอตก็มาตกที่ยุนซองยอ เพราะร้านซ่อมที่เขาทำงานอยู่ห่างจากบ้านเหยื่อเพียง 500 เมตรเท่านั้น

เมื่อผลตรวจถูกทำให้ตรงกับหลักฐาน ยุนซองยอที่มีทั้งความพิการ ยากจน และไร้การศึกษา จึงกลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายที่สุด เขาถูกนำตัวไปกักขังและซ้อมทรมานอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ไม่ได้นอน ไม่ได้กินข้าว แถมถูกขู่ว่าจะได้รับโทษประหารชีวิตถ้าไม่รับสารภาพด้วย

จนในที่สุด..เขาก็จำใจยอมเซ็นรับสารภาพในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ทั้งที่ในความเป็นจริง สภาพร่างกายที่พิการของเขาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปีนกำแพงสูงเข้าบ้านเหยื่อตามข้อกล่าวหา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตำรวจสนใจ เพราะสำหรับพวกเขา... ยุนซองยอคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการปิดคดีเพื่อเอาตัวรอดจากแรงกดดันของสังคม

แม้หลังจากนั้นจะยังเกิดคดีฆาตกรรมในลักษณะใกล้เคียงกันอีก ศาลก็ยังตัดสินว่าเขามีความผิดโดยมองว่าเป็นฆาตกรรมเลียนแบบ  ส่งผลให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำในวัยยี่สิบกว่า ๆ 

ตราบาปที่ลบไม่ออก และการทวงคืนความยุติธรรม

ยุนซองยอใช้เวลา 20 ปีในคุก โดยร้องขอความเป็นธรรมมาตลอดแต่ไม่มีใครฟัง เพื่อนนักโทษในเรือนจำเล่าว่าเขาถูกนักโทษคนอื่นรังแกอยู่เสมอเพราะถูกมองว่าเป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยม มีเพียงผู้คุมคนหนึ่งและอีกไม่กี่คนที่เชื่อในความบริสุทธิ์ของเขา

ก่อนที่หลายปีต่อมาก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในปี 2009 เนื่องจากเขามีความประพฤติดีในเรือนจำ แต่ชีวิตข้างนอกก็ไม่ได้ดีนัก ชื่อเสียงพังทลาย ครอบครัวต้องแบกรับความอับอาย และเขาเองยังคงมีฝันร้ายและตื่นกลางดึกด้วยความหวาดผวามาตลอด แม้จะรู้ในใจว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร

และจุดเปลี่ยนก็มาถึงในปี 2019 เมื่อตำรวจนำเทคโนโลยี DNA สมัยใหม่มาตรวจสอบหลักฐานในคดีฆาตกรรมฮวาซองอีกครั้ง และพบว่าร่องรอยทางพันธุกรรมชี้ไปที่ อีชุนแจ นักโทษที่ถูกจำคุกอยู่แล้วในข้อหาอื่น นักพฤติกรรมวิทยาตำรวจสัมภาษณ์เขาอย่างยาวนานกว่า 52 ครั้งในระยะเวลาเกือบเจ็ดเดือน ก่อนที่อีชุนแจจะยอมรับว่าเขาคือคนที่ก่อเหตุทั้งหมด รวมถึงคดีที่ยุนซองยอถูกตัดสินลงโทษด้วย

2 พฤศจิกายน 2020 อีชุนแจได้ขึ้นให้การต่อหน้ายุนซองยุนซองยอในศาล และยืนยันว่าตัวเองคือคนก่อเหตุ ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องทำเลย เพราะคดีนั้นหมดอายุความไปแล้ว ยุนซองยอบอกว่าเขารู้สึกทั้งโล่งใจและขอบคุณในเวลาเดียวกัน แม้จะมีความรู้สึกขมขื่นปะปนอยู่ด้วย

ราคาของความบริสุทธิ์

 วันที่ 17 ธันวาคม 2020 ศาลเมืองซูวอนพิพากษาให้ยุนซองยอ พ้นผิดอย่างเป็นทางการ 

"คุณรู้ในใจว่าตัวเองไม่ได้ทำ แต่ไม่มีใครเชื่อ ตอนนี้ครอบครัวของผมไม่ต้องอยู่กับความอับอายอีกแล้ว" คำพูดยุนซองยอหลังฟังคำตัดสิน

กว่า 30 ปีหลังจากที่เขาถูกพรากทุกอย่างไป ผู้พิพากษากล่าวขอโทษในนามของกระบวนการยุติธรรมที่บกพร่อง ในห้องพิจารณาคดี เสียงปรบมือดังขึ้นจากผู้ที่นั่งฟัง  ตำรวจ อัยการ และศาล ต่างออกมาขอโทษต่อสาธารณชน แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนที่ลงมือทำร้ายและบีบบังคับเขาในวันนั้นออกมายอมรับสิ่งที่ตัวเองทำอย่างตรงไปตรงมาสักคน บางคนบอกว่าจำไม่ได้ บางคนให้การด้วยคำขอโทษแบบครึ่งๆ กลางๆ   

สุดท้ายเขาได้รับเงินชดเชยจากรัฐหลายสิบล้านบาท แต่ทว่าเงินไม่สามารถคืนชีวิตที่เสียไปให้เขาได้   คดีของยุนซองยอเป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจเราว่า ความยุติธรรมที่มาช้าเกินไปอาจทำลายชีวิตคนคนหนึ่งได้อย่างประเมินค่าไม่ได้ 

 

 


ที่มาข้อมูล : The New York Times , NamuWiki, CNN

ที่มารูปภาพ : ENA