ทรัมป์สั่งลดวัคซีนเด็ก หวั่นเด็กเป็นออทิสติก แม้งานวิจัยบอกไม่เกี่ยวข้อง

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทรัมป์สั่งลดวัคซีนเด็ก หวั่นเด็กเป็นออทิสติก แม้งานวิจัยบอกไม่เกี่ยวข้อง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งที่เรียกร้องให้ “ลดจำนวนวัคซีน” ที่จำเป็นสำหรับเด็กและเสนอให้แยกการฉีดวัคซีนป้องกัน หัด คางทูม และหัดเยอรมัน หรือที่เรียกว่า “MMR” ออกจากกัน โดยทรัมป์เคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน MMR มานานแล้วว่าวัคซีนชุดดังกล่าวมีแนวโน้มอาจทำให้เด็กเป็นออทิสติก แต่งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนดังกล่าวกับโรคออทิสติก

ทรัมป์กล่าวว่าหลายสิบปีก่อน เด็กได้รับวัคซีนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนที่เด็กๆ ต้องได้รับในปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นผู้คนมีสุขภาพดีกว่านี้มากและแน่นอนว่าอัตราการพบเด็กที่มีภาวะออทิสติกในระดับสูงอย่างที่พบในปัจจุบันก็ยังไม่มีอยู่

คำสั่งดังกล่าวของทรัมป์ยังกำหนดให้ลดจำนวนวัคซีนที่ต้องฉีดสำหรับเด็กจาก 18 ชนิด เหลือ 11 ชนิด ตามคำแนะนำในปัจจุบันของสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐฯ แต่คำสั่งของทรัมป์เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น “ไม่ใช่ข้อบังคับ” และอาจไม่กระทบต่อการเข้าโรงเรียนของเด็กๆ เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องวัคซีนสำหรับเด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนนั้นกำหนดโดยทางการท้องถิ่นของแต่ละรัฐ ไม่ใช่รัฐบาลกลาง

ทรัมป์กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่เมื่อวานนี้ (10 สิงหาคม) รัฐบาลของเขากำลังออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการรับวัคซีนของเด็กที่ได้มาตรฐานสูงสุดพร้อมกล่าวว่าวัคซีน MMR อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากฉีดพร้อมกัน ทรัมป์ยังเปรียบเทียบกับการฉีดวัคซีนนี้เหมือนกับเทน้ำอัดลมทั้งขวดเข้าไปในร่างกายเด็ก

สำหรับวัคซีน 11 ชนิดที่ทรัมป์กำหนดขึ้นใหม่ประกอบด้วยวัคซีนป้องกัน หัด คางทูม หัดเยอรมัน คอตีบบาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ โรคติดเชื้อฮีโมฟิลุส ไข้หวัดใหญ่ชนิดบี โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เชื้อเอชพีวี และอีสุกอีใส

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ระบุว่า วัคซีน MMR มีความเสี่ยงเล็กน้อยมากที่จะทำให้เด็กเล็กเกิดอาการชักจากไข้สูง ส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น เคยมีอาการแพ้รุนแรงหรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนรับวัคซีน CDC ระบุด้วยว่า คนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีน MMR ไม่พบปัญหาร้ายแรงใดๆ และการรับวัคซีนนั้นยังคงปลอดภัยกว่าการติดโรคหัด คางทูม หรือหัดเยอรมันอย่างมาก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเว้นระยะระหว่างการฉีดวัคซีนแต่ละเข็มอาจทำให้เด็กมีโอกาสติดโรคในช่วงที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ หรืออาจทำให้พลาดนัดหมายมากขึ้น หากต้องเดินทางไปพบแพทย์หลายครั้ง

ส่วนทางฝั่ง โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขของสหรัฐฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ที่เขาได้เสนอต่อทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ปกครองมีทางเลือก ไม่ใช่การห้ามเข้าถึงวัคซีนสำหรับเด็ก โดยนับตั้งเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 เคนเนดีพยายามเปลี่ยนแปลงและผ่อนคลายกฎระเบียบด้านวัคซีนหลายประการ อย่างไรก็ตาม เขาคยให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขาไม่เคยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน MMR

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า หากเป็นไปตามคำสั่งนี้ เด็กในสหรัฐฯ จะได้รับวัคซีนน้อยกว่าตารางการฉีดวัคซีนเดิมที่แนะนำไว้มาก ซึ่งเดิมมีจำนวนสูงถึง 72 เข็ม โดยตัวเลขดังกล่าวนับรวมวัคซีนไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ที่ต้องฉีดเป็นประจำทุกปีด้วย

สรุปข่าว

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง “ลดจำนวนวัคซีน” ที่จำเป็นสำหรับเด็กจาก 18 ชนิดเหลือ 11 ชนิด โดยให้เหตุผลว่าอาจมีความเสี่ยงทำเด็กเป็น "ออทิสติก” แม้งานวิจัยทางการแพทย์จะระบุว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งที่เรียกร้องให้ “ลดจำนวนวัคซีน” ที่จำเป็นสำหรับเด็กและเสนอให้แยกการฉีดวัคซีนป้องกัน หัด คางทูม และหัดเยอรมัน หรือที่เรียกว่า “MMR” ออกจากกัน โดยทรัมป์เคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน MMR มานานแล้วว่าวัคซีนชุดดังกล่าวมีแนวโน้มอาจทำให้เด็กเป็นออทิสติก แต่งานวิจัยหลายชิ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนดังกล่าวกับโรคออทิสติก

ทรัมป์กล่าวว่าหลายสิบปีก่อน เด็กได้รับวัคซีนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนที่เด็กๆ ต้องได้รับในปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นผู้คนมีสุขภาพดีกว่านี้มากและแน่นอนว่าอัตราการพบเด็กที่มีภาวะออทิสติกในระดับสูงอย่างที่พบในปัจจุบันก็ยังไม่มีอยู่

คำสั่งดังกล่าวของทรัมป์ยังกำหนดให้ลดจำนวนวัคซีนที่ต้องฉีดสำหรับเด็กจาก 18 ชนิด เหลือ 11 ชนิด ตามคำแนะนำในปัจจุบันของสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐฯ แต่คำสั่งของทรัมป์เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น “ไม่ใช่ข้อบังคับ” และอาจไม่กระทบต่อการเข้าโรงเรียนของเด็กๆ เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องวัคซีนสำหรับเด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนนั้นกำหนดโดยทางการท้องถิ่นของแต่ละรัฐ ไม่ใช่รัฐบาลกลาง

ทรัมป์กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่เมื่อวานนี้ (10 สิงหาคม) รัฐบาลของเขากำลังออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการรับวัคซีนของเด็กที่ได้มาตรฐานสูงสุดพร้อมกล่าวว่าวัคซีน MMR อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากฉีดพร้อมกัน ทรัมป์ยังเปรียบเทียบกับการฉีดวัคซีนนี้เหมือนกับเทน้ำอัดลมทั้งขวดเข้าไปในร่างกายเด็ก

สำหรับวัคซีน 11 ชนิดที่ทรัมป์กำหนดขึ้นใหม่ประกอบด้วยวัคซีนป้องกัน หัด คางทูม หัดเยอรมัน คอตีบบาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ โรคติดเชื้อฮีโมฟิลุส ไข้หวัดใหญ่ชนิดบี โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เชื้อเอชพีวี และอีสุกอีใส

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ระบุว่า วัคซีน MMR มีความเสี่ยงเล็กน้อยมากที่จะทำให้เด็กเล็กเกิดอาการชักจากไข้สูง ส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น เคยมีอาการแพ้รุนแรงหรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนรับวัคซีน CDC ระบุด้วยว่า คนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีน MMR ไม่พบปัญหาร้ายแรงใดๆ และการรับวัคซีนนั้นยังคงปลอดภัยกว่าการติดโรคหัด คางทูม หรือหัดเยอรมันอย่างมาก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเว้นระยะระหว่างการฉีดวัคซีนแต่ละเข็มอาจทำให้เด็กมีโอกาสติดโรคในช่วงที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ หรืออาจทำให้พลาดนัดหมายมากขึ้น หากต้องเดินทางไปพบแพทย์หลายครั้ง

ส่วนทางฝั่ง โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขของสหรัฐฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ที่เขาได้เสนอต่อทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ปกครองมีทางเลือก ไม่ใช่การห้ามเข้าถึงวัคซีนสำหรับเด็ก โดยนับตั้งเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 เคนเนดีพยายามเปลี่ยนแปลงและผ่อนคลายกฎระเบียบด้านวัคซีนหลายประการ อย่างไรก็ตาม เขาคยให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขาไม่เคยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน MMR

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า หากเป็นไปตามคำสั่งนี้ เด็กในสหรัฐฯ จะได้รับวัคซีนน้อยกว่าตารางการฉีดวัคซีนเดิมที่แนะนำไว้มาก ซึ่งเดิมมีจำนวนสูงถึง 72 เข็ม โดยตัวเลขดังกล่าวนับรวมวัคซีนไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ที่ต้องฉีดเป็นประจำทุกปีด้วย

ที่มาข้อมูล : BBC

ที่มารูปภาพ : Reuters

แท็กบทความ