
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ตั้งเป้าทดสอบครั้งแรกในโครงการสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธจากอวกาศ ซึ่งประกอบด้วยระบบป้องกันขีปนาวุธ หรือ “โกลเดน โดม” ( Golden Dome) ภายในสิ้นปีนี้ จนถึงช่วงปี 2027 ตามแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดังกล่าว
กำหนดการสำคัญเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของความพยายามพัฒนาระบบสกัดกั้นขีปนาวุธจากอวกาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของโครงการโล่ป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome ที่มีมูลค่า 185,000 ล้านดอลลาร์ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดัน ซึ่งมีรายงานด้วยว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาต้นแบบดาวเทียมติดอาวุธที่สามารถยิงทำลายขีปนาวุธได้ และอาจมีสัญญาจัดซื้อในอนาคตมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
กองกำลังอวกาศสหรัฐฯ หรือ US Space Force กำลังใช้แนวทางการจัดซื้อรูปแบบใหม่เพื่อดึงดูดบริษัททั้งจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมและบริษัทหน้าใหม่เข้าร่วมโครงการ โดยโฆษกกองกำลังอวกาศระบุว่า รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาและขีดความสามารถเฉพาะของระบบจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามที่ทะเยอทะยานที่สุดในการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธจากอวกาศ นับตั้งแต่โครงการ Strategic Defense Initiative (SDI) ของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนในช่วงสงครามเย็น ซึ่งท้ายที่สุดถูกยกเลิกเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายมหาศาลและการสนับสนุนทางการเมืองที่ไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันเพนตากอนระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวและโกลเดน โดม มีความจำเป็นมากขึ้นในการรับมือภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ เช่น รัสเซียและจีน
ระบบสกัดกั้นจากอวกาศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดนำมาใช้งานจริง คือยานอวกาศที่โคจรรอบโลกด้วยความเร็วหลายพันเมตรต่อวินาที มีเป้าหมายเพื่อติดตาม ตรวจจับ และยิงทำลายขีปนาวุธวิถีโค้งที่กำลังพุ่งเข้ามา ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ขีปนาวุธเดินทางผ่านอวกาศไปยังเป้าหมาย
เมื่อเดือนเมษายน กองกำลังอวกาศสหรัฐฯ ประกาศมอบสัญญาให้บริษัท 12 แห่ง รวมถึง SpaceX, Anduril Industries และ Lockheed Martin เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบสกัดกั้นในวงโคจรซึ่งกองกำลังอวกาศของสหรัฐฯ ระบุว่าต้องการระบบที่สามารถสกัดกั้น 3 ระยะ ได้แก่ ในระยะเร่ง (Boost phase) ซึ่งหมายถึงสกัดขีปนาวุธหลังถูกยิงขึ้นไม่นาน, ระยะกลาง (Mid-course) หมายถึงการสกัดขณะที่ขีปนาวุธกำลังเดินทางอยู่ในอวกาศ และ ระยะร่อน (Glide phase) คือสามารถสกัดเมื่อขีปนาวุธกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
ทั้งนี้ สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่า การส่งเครือข่ายระบบสกัดกั้นจากอวกาศขึ้นสู่วงโคจรเพื่อรับมือกับขีปนาวุธเพียงไม่กี่ลูก อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่ากองกำลังอวกาศของสหรัฐฯ จะออกมาเปิดเผยว่า หน่วยงานมีงบประมาณเพียงประมาณ 185,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการทั้งหมด
แม้โครงการจะสามารถดำเนินการได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม แต่สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตบางคน ต่างแสดงความกังวลว่า การนำอาวุธขึ้นไปประจำการในวงโคจรอาจนำไปสู่ การแข่งขันด้านอาวุธที่สร้างความไม่มั่นคงกับจีนและรัสเซีย
สรุปข่าว
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ตั้งเป้าทดสอบครั้งแรกในโครงการสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธจากอวกาศ ซึ่งประกอบด้วยระบบป้องกันขีปนาวุธ หรือ “โกลเดน โดม” ( Golden Dome) ภายในสิ้นปีนี้ จนถึงช่วงปี 2027 ตามแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดังกล่าว
กำหนดการสำคัญเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของความพยายามพัฒนาระบบสกัดกั้นขีปนาวุธจากอวกาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของโครงการโล่ป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome ที่มีมูลค่า 185,000 ล้านดอลลาร์ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดัน ซึ่งมีรายงานด้วยว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาต้นแบบดาวเทียมติดอาวุธที่สามารถยิงทำลายขีปนาวุธได้ และอาจมีสัญญาจัดซื้อในอนาคตมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
กองกำลังอวกาศสหรัฐฯ หรือ US Space Force กำลังใช้แนวทางการจัดซื้อรูปแบบใหม่เพื่อดึงดูดบริษัททั้งจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมและบริษัทหน้าใหม่เข้าร่วมโครงการ โดยโฆษกกองกำลังอวกาศระบุว่า รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาและขีดความสามารถเฉพาะของระบบจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามที่ทะเยอทะยานที่สุดในการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธจากอวกาศ นับตั้งแต่โครงการ Strategic Defense Initiative (SDI) ของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนในช่วงสงครามเย็น ซึ่งท้ายที่สุดถูกยกเลิกเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายมหาศาลและการสนับสนุนทางการเมืองที่ไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันเพนตากอนระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวและโกลเดน โดม มีความจำเป็นมากขึ้นในการรับมือภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ เช่น รัสเซียและจีน
ระบบสกัดกั้นจากอวกาศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดนำมาใช้งานจริง คือยานอวกาศที่โคจรรอบโลกด้วยความเร็วหลายพันเมตรต่อวินาที มีเป้าหมายเพื่อติดตาม ตรวจจับ และยิงทำลายขีปนาวุธวิถีโค้งที่กำลังพุ่งเข้ามา ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ขีปนาวุธเดินทางผ่านอวกาศไปยังเป้าหมาย
เมื่อเดือนเมษายน กองกำลังอวกาศสหรัฐฯ ประกาศมอบสัญญาให้บริษัท 12 แห่ง รวมถึง SpaceX, Anduril Industries และ Lockheed Martin เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบสกัดกั้นในวงโคจรซึ่งกองกำลังอวกาศของสหรัฐฯ ระบุว่าต้องการระบบที่สามารถสกัดกั้น 3 ระยะ ได้แก่ ในระยะเร่ง (Boost phase) ซึ่งหมายถึงสกัดขีปนาวุธหลังถูกยิงขึ้นไม่นาน, ระยะกลาง (Mid-course) หมายถึงการสกัดขณะที่ขีปนาวุธกำลังเดินทางอยู่ในอวกาศ และ ระยะร่อน (Glide phase) คือสามารถสกัดเมื่อขีปนาวุธกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
ทั้งนี้ สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่า การส่งเครือข่ายระบบสกัดกั้นจากอวกาศขึ้นสู่วงโคจรเพื่อรับมือกับขีปนาวุธเพียงไม่กี่ลูก อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่ากองกำลังอวกาศของสหรัฐฯ จะออกมาเปิดเผยว่า หน่วยงานมีงบประมาณเพียงประมาณ 185,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการทั้งหมด
แม้โครงการจะสามารถดำเนินการได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม แต่สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตบางคน ต่างแสดงความกังวลว่า การนำอาวุธขึ้นไปประจำการในวงโคจรอาจนำไปสู่ การแข่งขันด้านอาวุธที่สร้างความไม่มั่นคงกับจีนและรัสเซีย
ที่มาข้อมูล : The Strait Times
ที่มารูปภาพ : AFP
