"คลังจรวดสหรัฐฯ" ร่อยหรอจากสงครามอิหร่าน บางชนิดใช้ไปกว่า 80%

Share on Line Share on Facebook Share on X

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะในสมรภูมิเท่านั้น แต่ยังเริ่มส่งผลกระทบต่อ "คลังอาวุธ" ของกองทัพสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะขีปนาวุธนำวิถีที่ใช้ทั้งในการป้องกันประเทศและการโจมตีระยะไกล

แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ แต่ไม่เปิดเผยตัวตน เปิดเผยว่า ปัจจุบันคลังกระสุนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน อยู่ในระดับที่ "ต่ำอย่างเป็นอันตราย" หลังต้องใช้อาวุธจำนวนมหาศาลในการรับมือกับการโจมตีของอิหร่านตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา


จรวดป้องกันภัยทางอากาศลดฮวบ

หนึ่งในอาวุธที่ถูกใช้มากที่สุด คือ "ขีปนาวุธสกัดกั้น" ของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทั้ง THAAD และ Patriot ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรน

แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense) ไปแล้วเกือบ 4 ใน 5 ของจำนวนที่มีอยู่ก่อนเกิดสงคราม หรือคิดเป็นเกือบ 80% ของคลังทั้งหมด ขณะที่ขีปนาวุธของระบบ Patriot ก็ถูกใช้ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง

ก่อนสงครามเริ่มต้น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS) ประเมินว่า สหรัฐฯ มีขีปนาวุธ Patriot ราว 2,200 ลูก และ THAAD อีก 452 ลูก

ทั้งสองระบบมีบทบาทแตกต่างกันแต่ทำงานร่วมกันเป็น "ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบหลายชั้น" (Layered Air Defense)

  • Patriot ทำหน้าที่เป็นด่านป้องกันระดับต่ำถึงปานกลาง ใช้สกัดเครื่องบินรบ โดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธทิ้งตัวระยะใกล้ โดยยิงสกัดในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูงไม่เกินประมาณ 20-30 กิโลเมตร

  • ส่วน THAAD ทำหน้าที่สกัดขีปนาวุธทิ้งตัวในระดับความสูงมากกว่า Patriot สามารถยิงทำลายเป้าหมายได้ตั้งแต่ระดับความสูงราว 40-150 กิโลเมตร หรือบริเวณขอบชั้นบรรยากาศ ช่วยหยุดขีปนาวุธตั้งแต่ยังอยู่ไกล ก่อนที่ Patriot จะทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันชั้นสุดท้าย

สรุปข่าว

แหล่งข่าวเผยว่า สงครามกับอิหร่านทำให้สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธจำนวนมหาศาล จนคลังกระสุนของเพนตากอนอยู่ในระดับ "ต่ำอย่างเป็นอันตราย" โดยจรวดสกัดกั้นของระบบ THAAD ถูกใช้ไปเกือบ 80% และ Patriot เกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่ขีปนาวุธโจมตีพิสัยไกล ATACMS และ PrSM ก็ถูกใช้ไปเกือบทั้งหมดเช่นกัน

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะในสมรภูมิเท่านั้น แต่ยังเริ่มส่งผลกระทบต่อ "คลังอาวุธ" ของกองทัพสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะขีปนาวุธนำวิถีที่ใช้ทั้งในการป้องกันประเทศและการโจมตีระยะไกล

แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ แต่ไม่เปิดเผยตัวตน เปิดเผยว่า ปัจจุบันคลังกระสุนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน อยู่ในระดับที่ "ต่ำอย่างเป็นอันตราย" หลังต้องใช้อาวุธจำนวนมหาศาลในการรับมือกับการโจมตีของอิหร่านตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา


จรวดป้องกันภัยทางอากาศลดฮวบ

หนึ่งในอาวุธที่ถูกใช้มากที่สุด คือ "ขีปนาวุธสกัดกั้น" ของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทั้ง THAAD และ Patriot ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรน

แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense) ไปแล้วเกือบ 4 ใน 5 ของจำนวนที่มีอยู่ก่อนเกิดสงคราม หรือคิดเป็นเกือบ 80% ของคลังทั้งหมด ขณะที่ขีปนาวุธของระบบ Patriot ก็ถูกใช้ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง

ก่อนสงครามเริ่มต้น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS) ประเมินว่า สหรัฐฯ มีขีปนาวุธ Patriot ราว 2,200 ลูก และ THAAD อีก 452 ลูก

ทั้งสองระบบมีบทบาทแตกต่างกันแต่ทำงานร่วมกันเป็น "ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบหลายชั้น" (Layered Air Defense)

  • Patriot ทำหน้าที่เป็นด่านป้องกันระดับต่ำถึงปานกลาง ใช้สกัดเครื่องบินรบ โดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธทิ้งตัวระยะใกล้ โดยยิงสกัดในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูงไม่เกินประมาณ 20-30 กิโลเมตร

  • ส่วน THAAD ทำหน้าที่สกัดขีปนาวุธทิ้งตัวในระดับความสูงมากกว่า Patriot สามารถยิงทำลายเป้าหมายได้ตั้งแต่ระดับความสูงราว 40-150 กิโลเมตร หรือบริเวณขอบชั้นบรรยากาศ ช่วยหยุดขีปนาวุธตั้งแต่ยังอยู่ไกล ก่อนที่ Patriot จะทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันชั้นสุดท้าย

ขีปนาวุธโจมตีระยะไกลก็ใกล้หมดเช่นกัน

ไม่เพียงแต่ขีปนาวุธสำหรับการป้องกันเท่านั้น สำนักข่าว Reuters ยังอ้างแหล่งข่าว 2 รายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า กองทัพบกสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินพิสัยไกลที่มีความแม่นยำสูงไปแล้วเกือบทั้งหมด ทั้ง ATACMS (Army Tactical Missile System) และ PrSM (Precision Strike Missile)

ถือเป็นครั้งแรกที่มีรายงานว่าคลังอาวุธทั้งสองประเภทลดลงอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลลักษณะนี้ต่อสาธารณะ

ATACMS มีราคาประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32 ล้านบาทต่อหนึ่งลูก และเป็นอาวุธสำคัญที่สหรัฐฯ เคยส่งมอบให้ยูเครนใช้โจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในพื้นที่ที่รัสเซียยึดครอง

ส่วน PrSM เป็นขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน ATACMS โดยมีระยะยิงไกลกว่า ความแม่นยำสูงกว่า และสามารถบรรทุกบนรถยิง HIMARS ได้มากกว่าเดิม ทำให้เพิ่มอำนาจการยิงต่อหนึ่งระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยว่าปัจจุบันขีปนาวุธทั้งสองชนิดเหลืออยู่ในคลังมากน้อยเพียงใด


เพนตากอนยังยืนยันเติมกระสุนได้

แม้จะมีรายงานว่าคลังอาวุธลดลงอย่างรวดเร็ว แต่แหล่งข่าวอีกคนหนึ่งให้ข้อมูลกับ Reuters ว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (USCENTCOM) ยังสามารถดึงอาวุธจากคลังยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วโลกมาเสริมกำลังได้ ทำให้ศักยภาพในการปฏิบัติการยังไม่ถึงขั้นหยุดชะงัก

พันธมิตรเริ่มกังวล หากสงครามยืดเยื้อ

สิ่งที่สร้างความกังวลมากขึ้น คือประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งพึ่งพาระบบ Patriot และ THAAD ในการป้องกันการโจมตีจากอิหร่าน

หากคลังขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจยกระดับปฏิบัติการทางทหารต่อไป หลายประเทศอาจเผชิญความเสี่ยงในการรับมือกับโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์กับ CNN มองว่า การใช้อาวุธในอัตราสูงเช่นนี้ อาจกระทบต่อความพร้อมรบของสหรัฐฯ หากต้องเผชิญความขัดแย้งครั้งใหม่กับมหาอำนาจอย่างจีน รัสเซีย หรือเกาหลีเหนือ


ทรัมป์โต้ ยังมีกระสุนมากที่สุดในโลก

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว โดยยืนยันผ่านแถลงการณ์ว่า

"สหรัฐฯ มีกระสุนและขีปนาวุธมากกว่าประเทศใดในโลก และมากกว่าที่เราจำเป็นต้องใช้"

ทรัมป์ยังระบุว่า บริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ กำลังเร่งกำลังการผลิตในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมทั้งขยายโรงงานและสายการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แม้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตกระสุนปืนใหญ่และขีปนาวุธหลายประเภทจนอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ยังมีข้อกังวลว่ากำลังการผลิตอาจไม่ทันต่อการใช้งาน หากสงครามยืดเยื้อหรือเกิดความขัดแย้งหลายสมรภูมิพร้อมกัน

ด้าน Lockheed Martin ผู้ผลิตระบบ THAAD, ATACMS และ PrSM รวมถึง Raytheon ผู้ผลิต Patriot และ Tomahawk ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าว หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณอาวุธคงเหลือในคลังของสหรัฐฯ

ที่มาข้อมูล : CNN, Reuters

ที่มารูปภาพ : AFP