
เมื่อวานนี้ (31 กรกฎาคม) “มิน อ่อง ไลง์” ในฐานะประธานาธิบดีเมียนมากล่าววิจารณ์แผนสันติภาพของอาเซียนพร้อมประกาศทิศทางการบริหารประเทศ ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยังคงเกิดขึ้น หลังจาก 4 เดือนที่อดีตผู้นำรัฐบาลทหารคนนี้รับตำแหน่งประธานาธิบดี
มิน อ่อง ไลง์ กล่าวว่าเขาปฏิเสธ “ฉันทามติ 5 ข้อ” ของอาเซียนซึ่งเป็นแผนสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งในเมียนมา โดยระบุว่าอาเซียนทั้ง 11 ประเทศปฏิบัติต่อเมียนมาอย่างไม่เป็นธรรม เขากล่าวด้วยว่ารัฐบาลเมียนมามีความอดทนมาโดยตลอดและจะตอบสนองต่อการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์เป็นรายกรณี แต่เขาไม่ได้ระบุเจาะจงถึงประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศใดประเทศหนึ่ง
ขณะเดียวกันประธานาธิบดีเมียนมายังได้กล่าวถึงนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน หนึ่งในนั้นคือ รัฐบาลกำลังเดินหน้าเสริมศักยภาพของกองทัพและตำรวจพร้อมบังคับใช้กฎหมาย “เกณฑ์ทหาร” ต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เชิญกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้าร่วมการเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า ซึ่งจนถึงขณะนี้ได้หารือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธราว 13 กลุ่ม
นอกจากนี้ รัฐบาลของมิน อ่อง ไลง์ กำลังเดินหน้าปราบอาชญากรรมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกำลังดำเนินมาตรการปราบปรามการฟอกเงิน การลักลอบค้าอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการค้ายาเสพติดและศูนย์สแกมเมอร์ด้วย นอกจากนี้รัฐบาลเมียนยมายังตั้งเป้าหมายส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกให้รวดเร็วมากขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง
ขณะที่อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ ประธานาธิบดีเมียนเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้า 10 โครงการ รวมถึง “เขื่อนมิตโสน” ซึ่งเป็นโครงการที่มีข้อถกเถียงมาอย่างยาวนาน อีกทั้งรัฐบาลยังอยู่ระหว่างการผลักดันแผนก่อสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ในประเทศด้วย
สำหรับนโยบายอื่น ๆ มิน อ่อง ไลง์ กล่าวว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา 10% ของงบประมาณแผ่นดิน ในปีงบประมาณหน้า และจะเพิ่มเป็น 15% ในปีงบประมาณ 2028-2029 พร้อมทั้งยอมรับว่า ประชาชนวัยหนุ่มสาวของเมียนมาที่อายุระหว่าง 18-34 ปี จำนวนมากกำลังเดินทางออกจากเมียนมาซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่รอยเตอร์สเคยรายงานก่อนหน้านี้ว่า กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารของรัฐบาลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากตัดสินใจอพยพออกนอกประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมียนมาตกอยู่ในภาวะวิกฤตตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 หลังกองทัพก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ออง ซาน ซู จี ส่งผลให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ ก่อนลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองยืดเยื้อ มีผู้เสียชีวิตราว 100,000 คน และประชาชนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น
โดยช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมาแม้กองทัพเมียนมาจะจัดการเลือกตั้งทั่วไป แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเป็นฝ่ายชนะและเปิดทางให้มิน อ่อง ไลง์ เปลี่ยนบทบาทจากผู้นำรัฐบาลทหารมาเป็นประธานาธิบดีพลเรือน ในขณะที่เมียนมาเตรียมเลือกตั้งซ่อมในปี 2027 จำนวน 172 เขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ
ทั้งนี้ มิน อ่อง ไลง์ กล่าวทิ้งท้ายการประกาศนโยบาย ว่าเขาจะใช้เวลา 2 ปีในการสร้างแรงขับเคลื่อนเพื่อสร้างชาติใหม่ และจะใช้เวลาอีก 3 ปีในการเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลัง
สรุปข่าว
เมื่อวานนี้ (31 กรกฎาคม) “มิน อ่อง ไลง์” ในฐานะประธานาธิบดีเมียนมากล่าววิจารณ์แผนสันติภาพของอาเซียนพร้อมประกาศทิศทางการบริหารประเทศ ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยังคงเกิดขึ้น หลังจาก 4 เดือนที่อดีตผู้นำรัฐบาลทหารคนนี้รับตำแหน่งประธานาธิบดี
มิน อ่อง ไลง์ กล่าวว่าเขาปฏิเสธ “ฉันทามติ 5 ข้อ” ของอาเซียนซึ่งเป็นแผนสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งในเมียนมา โดยระบุว่าอาเซียนทั้ง 11 ประเทศปฏิบัติต่อเมียนมาอย่างไม่เป็นธรรม เขากล่าวด้วยว่ารัฐบาลเมียนมามีความอดทนมาโดยตลอดและจะตอบสนองต่อการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์เป็นรายกรณี แต่เขาไม่ได้ระบุเจาะจงถึงประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศใดประเทศหนึ่ง
ขณะเดียวกันประธานาธิบดีเมียนมายังได้กล่าวถึงนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน หนึ่งในนั้นคือ รัฐบาลกำลังเดินหน้าเสริมศักยภาพของกองทัพและตำรวจพร้อมบังคับใช้กฎหมาย “เกณฑ์ทหาร” ต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เชิญกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้าร่วมการเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า ซึ่งจนถึงขณะนี้ได้หารือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธราว 13 กลุ่ม
นอกจากนี้ รัฐบาลของมิน อ่อง ไลง์ กำลังเดินหน้าปราบอาชญากรรมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกำลังดำเนินมาตรการปราบปรามการฟอกเงิน การลักลอบค้าอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการค้ายาเสพติดและศูนย์สแกมเมอร์ด้วย นอกจากนี้รัฐบาลเมียนยมายังตั้งเป้าหมายส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกให้รวดเร็วมากขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง
ขณะที่อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ ประธานาธิบดีเมียนเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้า 10 โครงการ รวมถึง “เขื่อนมิตโสน” ซึ่งเป็นโครงการที่มีข้อถกเถียงมาอย่างยาวนาน อีกทั้งรัฐบาลยังอยู่ระหว่างการผลักดันแผนก่อสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ในประเทศด้วย
สำหรับนโยบายอื่น ๆ มิน อ่อง ไลง์ กล่าวว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา 10% ของงบประมาณแผ่นดิน ในปีงบประมาณหน้า และจะเพิ่มเป็น 15% ในปีงบประมาณ 2028-2029 พร้อมทั้งยอมรับว่า ประชาชนวัยหนุ่มสาวของเมียนมาที่อายุระหว่าง 18-34 ปี จำนวนมากกำลังเดินทางออกจากเมียนมาซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่รอยเตอร์สเคยรายงานก่อนหน้านี้ว่า กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารของรัฐบาลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากตัดสินใจอพยพออกนอกประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมียนมาตกอยู่ในภาวะวิกฤตตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 หลังกองทัพก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ออง ซาน ซู จี ส่งผลให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ ก่อนลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองยืดเยื้อ มีผู้เสียชีวิตราว 100,000 คน และประชาชนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น
โดยช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมาแม้กองทัพเมียนมาจะจัดการเลือกตั้งทั่วไป แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเป็นฝ่ายชนะและเปิดทางให้มิน อ่อง ไลง์ เปลี่ยนบทบาทจากผู้นำรัฐบาลทหารมาเป็นประธานาธิบดีพลเรือน ในขณะที่เมียนมาเตรียมเลือกตั้งซ่อมในปี 2027 จำนวน 172 เขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ
ทั้งนี้ มิน อ่อง ไลง์ กล่าวทิ้งท้ายการประกาศนโยบาย ว่าเขาจะใช้เวลา 2 ปีในการสร้างแรงขับเคลื่อนเพื่อสร้างชาติใหม่ และจะใช้เวลาอีก 3 ปีในการเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลัง
- นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ยืนยันรัฐบาลมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ
- นายกฯ ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความมั่นคง
- รัฐบาลจัดใหญ่ “THAILAND²” ยกระดับทักษะอนาคต ดันเศรษฐกิจโตยกกำลังสอง
- ตรวจแถวอาเซียน แม่เหล็กดึง Data Center
- นายกฯ หารือนักธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ที่มาข้อมูล : The Strait Times
ที่มารูปภาพ : AFP
