ADB อัพ GDP ไทยเป็น 2% ส่งออก-ลงทุนหนุน มองเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกท้าทาย

Share on Line Share on Facebook Share on X
ADB อัพ GDP ไทยเป็น 2% ส่งออก-ลงทุนหนุน มองเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกท้าทาย

นางสาวอันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ประจำประเทศไทย กล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกประจำปี 2026 สะท้อนให้เห็นภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีไว้ที่ร้อยละ 5

สรุปข่าว

แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนภาคเอกชนที่ช่วยพยุงภาพรวมให้เติบโตได้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเปราะบางจากภาคการท่องเที่ยวที่ชดเชยไม่ทัน ภาระหนี้สิน และข้อจำกัดทางการคลัง ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สะท้อนถึงการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง

นางสาวอันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ประจำประเทศไทย กล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกประจำปี 2026 สะท้อนให้เห็นภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีไว้ที่ร้อยละ 5

ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากการประเมินครั้งก่อนหน้าในเดือนกรกฎาคมที่ร้อยละ 4.9 แม้ว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อยหากเทียบกับระดับร้อยละ 5.5 ในปี 2025 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของภูมิภาคคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.2 ซึ่งปรับลดลงจากเดิมที่ร้อยละ 4.3 แต่ยังคงสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 3 ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัวท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยบวกจากนวัตกรรมเทคโนโลยีและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของแรงขับเคลื่อนหลักที่สำคัญประกอบด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสินค้าและอุตสาหกรรมการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อประเทศในภูมิภาคที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น ไทย อินโดนีเซีย จีน และเกาหลีใต้ 

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากการหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันและดันราคาน้ำมันดิบเบรนต์ให้อยู่ในระดับสูง รวมถึงเพิ่มต้นทุนของสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น เมทานอล กำมะถัน ก๊าซ และโพลีเอทิลีน

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและคาดว่าจะเข้าสู่จุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2026 ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อเนื่องไปถึงราคาอาหารประเภทข้าว น้ำมันปาล์ม และน้ำตาล ที่จะมีราคาพุ่งสูงขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในช่วงกลางปี 2027 เนื่องจากมีช่วงเวลาหน่วงในการส่งผ่านราคา

เมื่อเจาะลึกเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน พบว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2026 มีอัตราการเติบโตของจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 4.7 ปรับเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 4.6 ส่วนอัตราเงินเฟ้อในปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4 และจะค่อยๆ ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ในปี 2027

โดยประเทศที่มีความโดดเด่นในด้านการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและเอไออย่างมาเลเซีย เวียดนาม และไทย จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกในการขับเคลื่อนการลงทุนและการส่งออก ในขณะที่บางประเทศ เช่น ติมอร์-เลสเต มีพื้นที่ทางการคลังเอื้ออำนวยให้ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายสนับสนุนการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ในทางกลับกัน ประเทศฟิลิปปินส์กลับเผชิญกับภาวะอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัวลงจากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความล่าช้าในการดำเนินโครงการภาครัฐ

ท้ายที่สุดนี้ ความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีอยู่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อพลังงานโลก ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ผลกระทบจากเอลนีโญที่อาจรุนแรงเกินกว่าคาดการณ์

รวมถึงความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่อาจกลับมากดดันห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีอีกครั้ง โดยสรุปแล้วเศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกในปี 2026 มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ทว่าความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและภัยธรรมชาติยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมืออย่างรอบคอบ

ขณะที่ นางสาวชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร สำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ประจำประเทศไทย กล่าวถึงประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศไทยมีการปรับตัว โดยในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.8 เป็นร้อยละ 2 และสำหรับในปีหน้าคาดว่าจะปรับลดลงจากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 1.9

ในด้านการส่งออกและภาคอุตสาหกรรม ไทยได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก แต่วัฏจักรดังกล่าวอาจมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีหน้า ประกอบกับยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ เนื่องจากโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็นหลัก

สถานการณ์การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ แต่ในระยะเริ่มต้นนี้ยังคงสร้างรายได้หมุนเวียนและการจ้างงานภายในประเทศได้ค่อนข้างจำกัด สำหรับความเสี่ยงและข้อจำกัดภายในประเทศ ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ของผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ได้เติบโตสอดคล้องกัน ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีลักษณะเป็นรูปตัวเค (K-shape) ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ยังคงประสบข้อจำกัดและอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังจากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ภาวะการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้อย่างจำกัด

ในส่วนของปัจจัยภายนอกและความเสี่ยงรอบด้าน พบว่ามีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อภาคการเกษตรและการผลิตภายในประเทศตั้งแต่ช่วงกลางปีหน้าเป็นต้นไป รวมถึงระดับราคาพลังงานที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ด้านเสถียรภาพภาคการเงิน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก เสถียรภาพของภาคการธนาคารและเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และไม่พบสัญญาณการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศอย่างรุนแรงแต่อย่างใด

ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์ลงลึกรายงานจะพบว่าในแต่ละภาคส่วน มีความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำในการฟื้นตัวอย่างเด่นชัด โดยภาคการส่งออกสินค้าขยายตัวสูงถึงร้อยละ 14.8 ซึ่งมีกลุ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ทว่าในทางกลับกันกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรกลับหดตัวลง สอดคล้องกับการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 26.3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าทุนเพื่อรองรับห่วงโซ่อุปทานการผลิต

แต่ในมิติของภาคการท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด กลับเผชิญกับความอ่อนแออย่างเห็นได้ชัดโดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงร้อยละ 4.9 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อรายได้และโครงสร้างการจ้างงานในภาคบริการ ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังคงประคองตัวขยายตัวได้ร้อยละ 2.6 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชนเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 11.6 โดยเฉพาะการลงทุนมุ่งเน้นในสาขาเทคโนโลยี

ถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจบางด้านจะแสดงสัญญาณบวก แต่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้านทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพการขนส่ง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในอย่างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและสภาวะการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศแปรปรวนจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรม ในส่วนของเสถียรภาพทางการคลังพบว่ารัฐบาลมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายลดลง เนื่องจากสัดส่วนหนี้สาธารณะขยับขึ้นแตะร้อยละ 66.9 ของจีดีพี ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐในระยะต่อไปต้องดำเนินไปอย่างจำกัดและระมัดระวังยิ่งขึ้นเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง

โดยสรุปแล้ว แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนภาคเอกชนที่ช่วยพยุงภาพรวมให้เติบโตได้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเปราะบางจากภาคการท่องเที่ยวที่ชดเชยไม่ทัน ภาระหนี้สิน และข้อจำกัดทางการคลัง ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สะท้อนถึงการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องอาศัยมาตรการรับมือที่รัดกุมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้กับประเทศต่อไป

ขณะเดียวกันนายแอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ประจำประเทศไทยได้เปิดเผยรายงานข้อมูลการดำเนินงานของ ADB ในประเทศไทย โดยสรุปภาพรวมยุทธศาสตร์และผลการดำเนินงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ดังนี้

1. การลงทุนในโครงการบุกเบิกและการระดมทุน (Pioneering Investments & Financing) วงเงินรวม 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นยอดการปล่อยกู้และระดมทุนรวมใน 11 โครงการ (ช่วงปี 2021-2025) โดยเป็นการลงทุนด้านอุตสาหกรรมใหม่ ประกอบด้วยโครงการโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่แห่งแรกในอาเซียนในปี 2026 มูลค่า 350 ล้านดอลลาร์ โครงการขยะอุตสาหกรรมเป็นพลังงานขนาดใหญ่แห่งแรกของไทยในปี 2026 มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท และเทคโนโลยีสีเขียวสำหรับศูนย์ข้อมูลในปี 2025 มูลค่า 1 พันล้านบาท รวมถึงการพัฒนาภาคเกษตรธุรกิจ สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่นำโดยสตรีในชนบทในปี 2024 มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ และห่วงโซ่คุณค่ากุ้งยั่งยืนพร้อมการออกพันธบัตรสีฟ้าในปี 2025 มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์

2. ตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability-Themed Bonds) การระดมทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา การออกตราสารเพิ่มเติมมากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมการออกพันธบัตรความยั่งยืนภาครัฐแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก, การออกตราสาร 20 ครั้งร่วมกับรัฐวิสาหกิจ ภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงการได้รับ 5 รางวัลด้านการเงินยั่งยืน

3. การตอบสนองภาวะวิกฤตและกรอบความร่วมมือภาครัฐ (Emergency Response & Solutions Toolkit) มาตรการฉุกเฉิน COVID-19 มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือนแก่ประชากร 17.5 ล้านคน พร้อมสนับสนุนโครงการทางหลวง M7 และเงินช่วยเหลืออุทกภัยหาดใหญ่ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่โครงการพัฒนาและส่งเสริมความรู้ภาครัฐ แบ่งตามความคืบหน้าได้แก่ โครงการความเป็นเลิศด้านระบบสุขภาพที่ผ่านการอนุมัติแล้ว, โครงการลดความเสี่ยงน้ำท่วมเจ้าพระยาที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี และกลุ่มโครงการที่อยู่ระหว่างการออกแบบ เช่น การเปลี่ยนผ่านรถโดยสารไฟฟ้า, แผนผังเมืองฟองน้ำ (Sponge Cities), ระบบนิเวศชายฝั่ง และการยกระดับวิทยาลัยเกษตรธุรกิจ

ที่มาข้อมูล : ADB

ที่มารูปภาพ : TNN

Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน