โลกกำลังเจอ “เอลนีโญ” รุนแรง! บางพื้นที่แล้งสุดขั้ว–บางพื้นที่น้ำท่วมหนัก

Share on Line Share on Facebook Share on X

“เอลนีโญ” เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้รูปแบบอุณหภูมิและปริมาณฝนในหลายพื้นที่ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยบางภูมิภาคอาจเผชิญฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง ขณะที่บางพื้นที่กลับมีฝนตกหนักและเสี่ยงน้ำท่วม

โดยจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งผลกระทบมีดังนี้ 

1. คลื่นความร้อนและอุณหภูมิสูง: จะเห็นว่าปี 2569 นี้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกและอุณหภูมิผิวน้ำทะเลพุ่งสูงขึ้นทำลายสถิติ สร้างความร้อนรุนแรงในหลายภูมิภาค 

2. ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง: พื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอน ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และหลายพื้นที่ในเอเชีย เผชิญภาวะแห้งแล้งหนัก แม่น้ำสายสำคัญในหลายประเทศลดระดับลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 

สรุปข่าว

ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดย องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และสหประชาชาติเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่เขตอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งอาจมีความรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

“เอลนีโญ” เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้รูปแบบอุณหภูมิและปริมาณฝนในหลายพื้นที่ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยบางภูมิภาคอาจเผชิญฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง ขณะที่บางพื้นที่กลับมีฝนตกหนักและเสี่ยงน้ำท่วม

โดยจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งผลกระทบมีดังนี้ 

1. คลื่นความร้อนและอุณหภูมิสูง: จะเห็นว่าปี 2569 นี้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกและอุณหภูมิผิวน้ำทะเลพุ่งสูงขึ้นทำลายสถิติ สร้างความร้อนรุนแรงในหลายภูมิภาค 

2. ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง: พื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอน ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และหลายพื้นที่ในเอเชีย เผชิญภาวะแห้งแล้งหนัก แม่น้ำสายสำคัญในหลายประเทศลดระดับลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 

3. ฝนตกหนักและน้ำท่วม: บางพื้นที่ในอเมริกาใต้และแอฟริกาตะวันออกกลับเผชิญปริมาณฝนสะสมสูงและน้ำท่วมรุนแรงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ

4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: เอลนีโญที่ผนวกกับภาวะโลกร้อนเร่งการละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลก เพิ่มความเสี่ยงเรื่องไฟป่าและผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ

สำหรับผลกระทบนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่ เช่น ทางฝั่งเอเชียอย่างศรีลังกา กำลังเผชิญภัยแล้งรุนแรงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญบางแห่งมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึง 85–100% แหล่งน้ำขนาดเล็ก แม่น้ำ และทะเลสาบหลายแห่งแห้งขอด ขณะที่ระดับน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำหลายร้อยแห่งลดลงเหลือเพียงประมาณ 10%

สถานการณ์ดังกล่าวกระทบโดยตรงต่อประชาชนและเกษตรกร หลายพื้นที่ต้องพึ่งพารถบรรทุกนำส่งน้ำดื่ม และพื้นที่ห่างไกลบางแห่งต้องรอน้ำนานถึง 23 วัน ขณะที่เกษตรกรสูญเสียทั้งผลผลิตและรายได้ จนบางครอบครัวต้องลดปริมาณอาหารหรืออดอาหารในบางวัน


ส่วนทางฝั่งอเมริกาใต้ เช่น น้ำตกอีกวาซู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพรมแดนอาร์เจนตินาและบราซิล กลับเผชิญสถานการณ์ตรงกันข้าม หลังฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงกว่า 5 เท่าของค่าเฉลี่ย และปริมาณน้ำที่ไหลผ่านน้ำตกพุ่งขึ้นมากกว่า 8.3 ล้านลิตรต่อวินาที แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะเกิดขึ้นภายใต้บริบทของเอลนีโญเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะเอลนีโญไม่ได้ทำให้ทุกพื้นที่ของโลก “แล้ง” หรือ “ฝนตกหนัก” ในรูปแบบเดียวกัน แต่เป็นตัวแปรที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศและฝนในแต่ละภูมิภาค

ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า เอลนีโญคือปรากฏการณ์ระดับโลก แต่ผลกระทบเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น บางพื้นที่ต้องรับมือกับภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ขณะที่บางพื้นที่กลับต้องเผชิญฝนตกหนัก น้ำหลาก และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

สำหรับปีนี้ นักพยากรณ์อากาศจับตาเอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงมาก ซึ่งอาจทำให้ความแปรปรวนของสภาพอากาศในหลายภูมิภาคชัดเจนยิ่งขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่แต่ละประเทศจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบที่แตกต่างกันตามลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศของตนเอง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

avatar

TNNThailand