โลกร้อนบีบไร่องุ่น! อนาคตไวน์โลกสั่นคลอน

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนบีบไร่องุ่น!  อนาคตไวน์โลกสั่นคลอน

“ฤดูร้อน” ปีนี้ของยุโรปร้อนจัดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหลายด้าน ทั้งอากาศร้อนสุดขั้ว ภัยแล้ง และไฟป่าที่ทำลายสถิติ ไฟป่าทั่วทวีปเผาผลาญบ้านเรือนหลายร้อยหลัง และทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพ ขณะที่พื้นที่ผลิตไวน์ โดยเฉพาะบริเวณแคว้นบอร์กโดซ์ของฝรั่งเศส ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

 

นอกจากอันตรายโดยตรงจากไฟป่าแล้ว ควันที่ปกคลุมไร่องุ่นยังสามารถทำให้องุ่นมีกลิ่นและรสคล้ายไหม้หรือเถ้าถ่าน ซึ่งเรียกว่า “ควันปนเปื้อน” และอาจทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องการซื้อไวน์จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า


อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรปเท่านั้น แต่แหล่งผลิตไวน์ชื่อดังทั่วโลกกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เช่นกัน


ผู้ผลิตไวน์ในออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย ชิลี และแอฟริกาใต้ กำลังทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งกว่าที่เคยเป็นมา ทำให้พื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยงต่อไฟป่ารุนแรงมากขึ้น


ในแคลิฟอร์เนีย ไฟป่ารุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รับแรงซ้ำเติมจากความชื้นในบรรยากาศที่ลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ออสเตรเลียก็พบว่าไฟป่าเกิดบ่อยขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะโลกร้อน


สรุปข่าว

“โลกร้อน” ทำให้แหล่งปลูกองุ่นทั่วโลกเผชิญ อากาศร้อนขึ้น แห้งแล้ง และไฟป่ารุนแรงขึ้น กระทบทั้งผลผลิตและคุณภาพไวน์ งานวิจัยพบว่าแหล่งผลิตไวน์ในออสเตรเลียมีสภาพร้อนและแห้งขึ้น จนอาจต้อง ย้ายพื้นที่ปลูกไปทางใต้หรือพื้นที่สูง ขณะเดียวกัน “เอลนีโญ” ที่อาจรุนแรงเป็นประวัติการณ์ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ทำให้อุตสาหกรรมไวน์ต้องเร่งปรับตัวรับมือกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป

“ฤดูร้อน” ปีนี้ของยุโรปร้อนจัดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหลายด้าน ทั้งอากาศร้อนสุดขั้ว ภัยแล้ง และไฟป่าที่ทำลายสถิติ ไฟป่าทั่วทวีปเผาผลาญบ้านเรือนหลายร้อยหลัง และทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพ ขณะที่พื้นที่ผลิตไวน์ โดยเฉพาะบริเวณแคว้นบอร์กโดซ์ของฝรั่งเศส ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

 

นอกจากอันตรายโดยตรงจากไฟป่าแล้ว ควันที่ปกคลุมไร่องุ่นยังสามารถทำให้องุ่นมีกลิ่นและรสคล้ายไหม้หรือเถ้าถ่าน ซึ่งเรียกว่า “ควันปนเปื้อน” และอาจทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องการซื้อไวน์จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า


อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรปเท่านั้น แต่แหล่งผลิตไวน์ชื่อดังทั่วโลกกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เช่นกัน


ผู้ผลิตไวน์ในออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย ชิลี และแอฟริกาใต้ กำลังทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งกว่าที่เคยเป็นมา ทำให้พื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยงต่อไฟป่ารุนแรงมากขึ้น


ในแคลิฟอร์เนีย ไฟป่ารุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รับแรงซ้ำเติมจากความชื้นในบรรยากาศที่ลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ออสเตรเลียก็พบว่าไฟป่าเกิดบ่อยขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะโลกร้อน


งานวิจัยชิ้นใหม่ศึกษาผลกระทบของโลกที่กำลังร้อนขึ้นต่อแหล่งผลิตไวน์สำคัญ 5 แห่งของออสเตรเลีย ได้แก่ บารอสซาวัลเลย์ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ฮันเตอร์วัลเลย์ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ มาร์กาเร็ตริเวอร์ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ยาร์ราวัลเลย์ในรัฐวิกตอเรีย และทามาร์วัลเลย์ในแทสเมเนีย โดยวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณฝนและอุณหภูมิย้อนหลังไปถึงปี 1940


ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ผลิตไวน์ในออสเตรเลียแล้ว เมื่อเทียบกับช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้มีแนวโน้มร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น รวมถึงในช่วงฤดูปลูกองุ่นหลักในเดือนที่มีอากาศอบอุ่น สถานการณ์ดังกล่าวหมายความว่า ผู้ผลิตไวน์อาจต้องขยับพื้นที่เพาะปลูกไปทางใต้มากขึ้น หรือขึ้นไปยังพื้นที่สูง เพื่อค้นหาสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกองุ่น

 

ผู้ปลูกองุ่นและผู้ผลิตไวน์เริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงแล้ว หนึ่งในแนวทางคือการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การปลูกพืชคลุมดินและทดลองระบบชลประทานรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไวน์บางรายกำลังเปลี่ยนชนิดขององุ่นให้เหมาะกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป เช่น ในหุบเขาบีโอบีโอของชิลี อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำให้องุ่นพันธุ์ที่ทนความร้อนได้ดี อย่างเซมียงและเทมปรานิโย สามารถเติบโตได้ดีกว่าองุ่นที่เคยปลูกกันในพื้นที่ เช่น ปิโนต์นัวร์และรีสลิง

 

อีกแนวทางหนึ่งคือการย้ายพื้นที่ปลูกองุ่น งานวิจัยใช้แบบจำลองภูมิอากาศเพื่อค้นหาพื้นที่ที่ในอนาคตอาจมีสภาพอากาศเหมาะสมกับองุ่นพันธุ์ยอดนิยมที่ปลูกกันในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผลการศึกษาพบว่า ในอนาคตไม่มีพื้นที่ใดในรัฐที่จะมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับที่มาร์กาเร็ตริเวอร์เคยมีในอดีต พื้นที่ที่มีสภาพใกล้เคียงที่สุดอาจอยู่ที่แกรมเปียนส์ในรัฐวิกตอเรีย ซึ่งอยู่คนละฝั่งของประเทศ


การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำไปสู่การเกิดแหล่งผลิตไวน์แห่งใหม่ในพื้นที่ที่ไม่เคยเป็นแหล่งผลิตสำคัญมาก่อน เช่น ในอังกฤษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ผู้ปลูกองุ่นบางรายสามารถปลูกองุ่นพันธุ์ที่เดิมจำกัดอยู่ในแคว้นช็องปาญของฝรั่งเศส และช่วยให้อุตสาหกรรมไวน์ของอังกฤษขยายตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับออสเตรเลีย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้แทสเมเนียมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการผลิตไวน์มากขึ้นเช่นกัน

 

ผู้ปลูกองุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทั้งความกังวลว่าไร่องุ่นจะผ่านพ้นฤดูร้อนที่ร้อนจัดหรือไฟป่ารุนแรงในแต่ละปีได้หรือไม่ แต่ในระยะยาว ยังต้องพิจารณาถึงความอยู่รอดของแหล่งผลิตไวน์ทั่วโลก


การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พื้นที่เหล่านี้สามารถผลิตองุ่นและไวน์ต่อไปได้ ขณะเดียวกันผู้ผลิตไวน์สามารถปรับตัวด้วยการเลือกองุ่นพันธุ์ที่ทนความร้อนมากขึ้น หรือย้ายพื้นที่เพาะปลูกไปยังภูมิภาคที่เหมาะสมกว่า


นอกจากภาวะโลกร้อนแล้ว ผู้ปลูกองุ่นยังต้องรับมือกับปัจจัยด้านภูมิอากาศอื่น ๆ เช่น เอลนีโญ–ความผันผวนของระบบอากาศและมหาสมุทร หรือ ENSO ซึ่งเป็นรูปแบบภูมิอากาศสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลและกระแสลมในมหาสมุทรแปซิฟิก


ปีนี้แบบจำลองพยากรณ์ชี้ว่า เอลนีโญที่กำลังก่อตัวอาจกลายเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยในออสเตรเลีย ภาวะเอลนีโญมักเพิ่มโอกาสที่จะเกิดสภาพอากาศร้อนและแห้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันออกของประเทศ อย่างไรก็ตาม เอลนีโญไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะต้องแห้งแล้งเสมอไป เพราะบางภูมิภาคยังมีโอกาสเผชิญสภาพอากาศชื้นและฝนตกได้ การเกิดเอลนีโญที่อาจรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกที่สูงกว่าปกติ ทำให้สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่โลกยังไม่เคยเผชิญในลักษณะเดียวกันมาก่อน

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังบีบให้แหล่งผลิตองุ่นและไวน์ทั่วโลกต้องปรับตัว ทั้งจากอากาศร้อน ภัยแล้ง และไฟป่าที่รุนแรงขึ้น งานวิจัยชี้ว่าแหล่งผลิตไวน์บางแห่งอาจไม่สามารถรักษาสภาพอากาศแบบเดิมไว้ได้ในอนาคต ทำให้ผู้ปลูกต้องเลือกองุ่นที่ทนร้อนมากขึ้น หรือย้ายพื้นที่เพาะปลูกไปยังพื้นที่ใหม่ขณะเดียวกัน ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นพร้อมกับเอลนีโญที่อาจรุนแรงเป็นประวัติการณ์ กำลังทำให้อุตสาหกรรมองุ่นทั่วโลกเข้าสู่ยุคแห่งการปรับตัว เพื่อรักษาไร่องุ่นและรสชาติของไวน์ให้คงอยู่ต่อไป

ที่มาข้อมูล : theconversation.com

ที่มารูปภาพ : Reuters