หิมาลัยละลายเร็ว! เตือนจุดเปลี่ยนกำลังมา อาเซียนเสี่ยงขาดน้ำในอนาคต

Share on Line Share on Facebook Share on X
หิมาลัยละลายเร็ว! เตือนจุดเปลี่ยนกำลังมา อาเซียนเสี่ยงขาดน้ำในอนาคต

ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยกำลังละลายอย่างรวดเร็วจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของมรสุม และมลพิษทางอากาศ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การสูญเสียน้ำแข็งครั้งนี้อาจเปลี่ยนวิกฤตจาก “น้ำมากเกินไป” ไปสู่ “น้ำไม่เพียงพอ” ในอนาคต

 

ทำไมธารน้ำแข็งหิมาลัยจึงละลายเร็วขึ้น?

ปัจจัยสำคัญคือภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิบนเทือกเขาหิมาลัยเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 0.2 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ทำให้น้ำแข็งละลายจากด้านบน และน้ำสามารถซึมลึกเข้าไปตามรอยแยก ส่งผลให้โครงสร้างน้ำแข็งไม่มั่นคง


อีกปัจจัยคือ “คาร์บอนดำ” หรือเขม่าดำจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและมลพิษในท้องถิ่น ซึ่งลอยไปตกสะสมบนพื้นหิมะ ทำให้พื้นผิวมีสีคล้ำและดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากขึ้น เร่งการละลายของหิมะและน้ำแข็ง

 

ขณะเดียวกัน รูปแบบของมรสุมก็เปลี่ยนแปลงไป ฝนและหิมะมีรูปแบบไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่ควรมีหิมะตกลงมาเพื่อเติมมวลน้ำแข็ง กลับมีฝนตกมากขึ้น น้ำฝนที่อุ่นกว่าหิมะจึงเข้าไปเร่งการละลายของน้ำแข็งเดิม

 

นอกจากนี้ เทือกเขาหิมาลัยยังอยู่ในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ทำให้ภูเขายังคงถูกดันตัวสูงขึ้นและมีพื้นที่ลาดชัน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังทลายของน้ำแข็งและมวลดินตามแรงโน้มถ่วง


สรุปข่าว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ ธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายอย่างรวดเร็ว จากโลกร้อน มลพิษ และมรสุมที่เปลี่ยนแปลง เสี่ยงน้ำท่วม–ดินถล่มเพิ่มขึ้นในระยะสั้น เตือนให้จับตา “Peak Water” ช่วงปี 2040–2050 หรือช่วงที่ปริมาณน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด หลังจากนั้นน้ำจากธารน้ำแข็งจะลดลง กระทบปริมาณน้ำต้นทุนในฤดูแล้ง และอาเซียนเสี่ยงเผชิญภัยแล้ง น้ำเค็มรุกล้ำ กระทบเกษตร ประมง และพลังงาน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำโขง

ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยกำลังละลายอย่างรวดเร็วจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของมรสุม และมลพิษทางอากาศ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การสูญเสียน้ำแข็งครั้งนี้อาจเปลี่ยนวิกฤตจาก “น้ำมากเกินไป” ไปสู่ “น้ำไม่เพียงพอ” ในอนาคต

 

ทำไมธารน้ำแข็งหิมาลัยจึงละลายเร็วขึ้น?

ปัจจัยสำคัญคือภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิบนเทือกเขาหิมาลัยเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 0.2 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ทำให้น้ำแข็งละลายจากด้านบน และน้ำสามารถซึมลึกเข้าไปตามรอยแยก ส่งผลให้โครงสร้างน้ำแข็งไม่มั่นคง


อีกปัจจัยคือ “คาร์บอนดำ” หรือเขม่าดำจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและมลพิษในท้องถิ่น ซึ่งลอยไปตกสะสมบนพื้นหิมะ ทำให้พื้นผิวมีสีคล้ำและดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากขึ้น เร่งการละลายของหิมะและน้ำแข็ง

 

ขณะเดียวกัน รูปแบบของมรสุมก็เปลี่ยนแปลงไป ฝนและหิมะมีรูปแบบไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่ควรมีหิมะตกลงมาเพื่อเติมมวลน้ำแข็ง กลับมีฝนตกมากขึ้น น้ำฝนที่อุ่นกว่าหิมะจึงเข้าไปเร่งการละลายของน้ำแข็งเดิม

 

นอกจากนี้ เทือกเขาหิมาลัยยังอยู่ในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ทำให้ภูเขายังคงถูกดันตัวสูงขึ้นและมีพื้นที่ลาดชัน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังทลายของน้ำแข็งและมวลดินตามแรงโน้มถ่วง


หลังปี 2050 อาจเปลี่ยนจากน้ำท่วมสู่ภัยแล้ง

หากอุณหภูมิโลกยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยอาจสูญเสียปริมาตรน้ำแข็งมากถึง 75–80% ภายในปี ค.ศ. 2100


ช่วงเวลาที่ต้องจับตาคือ “Peak Water” หรือช่วงที่ปริมาณน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด ก่อนจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง รายงานล่าสุดระบุว่า ลุ่มน้ำส่วนใหญ่ในเทือกเขาฮินดูกูชและหิมาลัยอาจเข้าสู่ช่วง Peak Water ในราวปี ค.ศ. 2040–2050 หรือ พ.ศ. 2583–2593 ช่วงดังกล่าวอาจเป็นระยะที่ความเสี่ยงจากน้ำมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก ขณะที่อัตราการสูญเสียธารน้ำแข็งอาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก


แต่หลังผ่านจุด Peak Water ไปแล้ว สถานการณ์จะเริ่มกลับด้าน เพราะเมื่อธารน้ำแข็งสูญเสียมวลน้ำแข็งไปมากขึ้น ปริมาณน้ำละลายที่ไหลลงสู่แม่น้ำจะลดลงตามไปด้วย พื้นที่ปลายน้ำจึงอาจเปลี่ยนจากปัญหาน้ำมากและน้ำท่วม ไปสู่ปัญหาขาดแคลนน้ำและภัยแล้งในระยะยาว

 

ผลกระทบอาจลากยาวถึงอาเซียน

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณเทือกเขาหิมาลัย เพราะแม่น้ำสายสำคัญของเอเชียมีต้นกำเนิดหรือได้รับน้ำจากพื้นที่สูงในแถบที่ราบสูงทิเบตและหิมาลัย รวมถึงระบบแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายสำคัญในจีนและเมียนมา


ในระยะสั้น ปริมาณน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำบางช่วงสูงผิดปกติและควบคุมได้ยาก เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมในประเทศลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่เมียนมา สปป.ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

 

แต่ในระยะยาว เมื่อผ่านจุด Peak Water และน้ำจากธารน้ำแข็งลดลง ปริมาณน้ำต้นทุนในฤดูแล้งก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้แม่น้ำโขงและลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องเผชิญกับวิกฤตภัยแล้งรุนแรงขึ้น

 

พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวและทำประมงสำคัญของอาเซียน อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำจืด ขณะเดียวกันการลดลงของตะกอนจากต้นน้ำอาจกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรม

 

การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำยังส่งผลต่อพลังงาน โดยเฉพาะ สปป.ลาว และประเทศในลุ่มน้ำโขงที่พึ่งพาไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำเป็นสำคัญ หากการไหลของน้ำแปรปรวนและคาดการณ์ได้ยาก ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าและส่งออกพลังงานก็อาจได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลและน้ำเค็มรุกล้ำอาจเพิ่มแรงกดดันต่อพื้นที่ชายฝั่งและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของภูมิภาค หากน้ำเค็มรุกล้ำมากขึ้น ดินเค็มอาจกระทบต่อการปลูกข้าวและการเกษตร รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร


ดังนั้น การละลายของธารน้ำแข็งหิมาลัยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “น้ำแข็งที่หายไปบนภูเขา” แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบน้ำทั้งภูมิภาค จากระยะที่มีน้ำมากและเสี่ยงน้ำท่วม ไปสู่ระยะที่น้ำต้นทุนลดลงและเสี่ยงภัยแล้งในอนาคต

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters