โลกร้อนแถมโหดร้าย บีบ “เพนกวิน” ต้องปรับตัว เปลี่ยนอาหารเพื่อความอยู่รอด

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนแถมโหดร้าย บีบ “เพนกวิน” ต้องปรับตัว เปลี่ยนอาหารเพื่อความอยู่รอด

ทีมนักวิจัยนานาชาติได้ศึกษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของทวีปแอนตาร์กติกา และพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในขั้วโลกใต้ที่มีความซับซ้อนมากกว่าการละลายของน้ำแข็ง โดยภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังทำให้นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของ เพนกวิน “อาเดลี” ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์นักล่าที่มีจำนวนมากที่สุดในมหาสมุทรแอนตาร์กติกของขั้วโลกใต้ พวกมันอาศัยแหล่งอาหารในทะเลและขึ้นไปทำรังบนโขดหินรอบทวีปแอนตาร์กติกา

 

ด้วยจำนวนอาณานิคมขนาดใหญ่ของเพนกวินอาเดลีที่มีมากกว่าแสนตัวจนทำให้สามารถมองเห็นกัวโนหรือมูลของเพนกวินที่สะสมกันเป็นจำนวนมากและมีสีที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งสะท้อนถึงอาหารตามธรรมชาติของพวกมันที่เปลี่ยนไป


สรุปข่าว

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในโลก แม้กระทั่ง “เพนกวิน” ในขั้วโลกใต้ยังต้องปรับตัว เนื่องจากระบบนิเวศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ทำให้พวกมันหาอาหารยากมากขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยกินปลาขนาดเล็กเป็นหลักแต่ปัจจุบันพวกมันหันมาพึ่งพา “คริลล์” หรือคุ้งเคยขนาดเล็กมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการเจริญเติบโตของลูกเพนกวิน เนื่องจากขาดสารอาหารที่จำเป็นและอาจรุนแรงถึงขั้นจำนวนประชากรเพนกวินลดลงในอนาคต

ทีมนักวิจัยนานาชาติได้ศึกษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของทวีปแอนตาร์กติกา และพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในขั้วโลกใต้ที่มีความซับซ้อนมากกว่าการละลายของน้ำแข็ง โดยภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังทำให้นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของ เพนกวิน “อาเดลี” ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์นักล่าที่มีจำนวนมากที่สุดในมหาสมุทรแอนตาร์กติกของขั้วโลกใต้ พวกมันอาศัยแหล่งอาหารในทะเลและขึ้นไปทำรังบนโขดหินรอบทวีปแอนตาร์กติกา

 

ด้วยจำนวนอาณานิคมขนาดใหญ่ของเพนกวินอาเดลีที่มีมากกว่าแสนตัวจนทำให้สามารถมองเห็นกัวโนหรือมูลของเพนกวินที่สะสมกันเป็นจำนวนมากและมีสีที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งสะท้อนถึงอาหารตามธรรมชาติของพวกมันที่เปลี่ยนไป


นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างมูลของเพนกวินเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและพบว่า มูลของเพนกวินมีส่วนประกอบของเปลือกของสัตว์ทะเลขนาดเล็กอย่าง “คริลล์” หรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกกุ้งเคย เปลือกนอกของคริลล์มีสีชมพู แต่เมื่อเพนกวินย่อยไม่หมดทำให้มูลของพวกมันมีสีชมพูอมแดง

 

โดยปกติแล้วเพนกวินมักจะกินสัตว์ทะเลขนาดเล็กจำพวกปลา กุ้ง และตัวอ่อนลูกปูเป็นหลัก แต่เมื่อปริมาณน้ำแข็งทะเลลดลงพวกมันจำเป็นต้องพึ่งพา “คริลล์” หรือกุ้งเคยมากขึ้น ทำให้มูลของพวกมันมีสีที่เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนถึงความสมดุลของระบบนิเวศและแหล่งอาหารในทะเลใต้ที่ไม่เหมือนเดิม

 

นักวิจัยอธิบายว่า น้ำแข็งทะเลเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและเป็นพื้นฐานของห่วงโซ่อาหารในทะเล แต่เมื่อสภาพน้ำแข็งเปลี่ยนแปลงไป น้ำแข็งทะเลลดลงซึ่งหมายถึงปริมาณปลาที่เป็นแหล่งอาหารของเพนกวินลดลงตามไปด้วย นอกจากการแย่งชิงแหล่งอาหารกันเองแล้ว พวกมันยังต้องแย่งชิงปลาจากสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ รวมถึงมนุษย์ ส่งผลให้เพนกวินต้องปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อความอยู่รอด


แม้ว่าพวกมันจะพึ่งพาสัตว์ทะเลขนาดเล็กอย่าง “คริลล์” อยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอาจทำให้พวกมันหาปลาได้น้อยลง ซึ่งมีความสำคัญต่อประชากรเพนกวิน เนื่องจากลูกนกเพนกวินที่กินปลาเป็นอาหารมักมีน้ำหนักและสมบูรณ์ว่าลูกเพนกวินที่กินคริลล์เป็นอาหารหลัก และลูกเพนกวินที่มีน้ำหนักเยอะมักจะมีแนวโน้มรอดชีวิตจนโตเต็มวัยได้มากกว่าเพนกวินที่น้ำหนักน้อยและอ่อนแอ

 

ขณะเดียวกันเพนกินเจนทูก็กำลังขยายพันธุ์และกระจายตัวจากเขตกึ่งแอนตาร์กติกาลงมาทางใต้หนีสภาพอากาศที่อบอุ่น ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้ล่าที่เพิ่มขึ้น แต่แหล่งอาหารกลับมีน้อยลงจนอาจเพิ่มแรงกดดันด้านอาหารในระบบห่วงโซ่

 

ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2010 ปริมาณน้ำแข็งทะเลรอบทวีปแอนตาร์กติกาลดลงอย่างรวดเร็ว และมีหลายปีที่ปริมาณน้ำแข็งทำสถิติต่ำสุดในประวัติศาสตร์ การศึกษาครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอาหารของเพนกวินเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร รวมถึงการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศตามธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย

ที่มาข้อมูล : The Conversation

ที่มารูปภาพ : Envato