ดร.เสรีเตือน “ไทยร้อนขึ้น” แถมเจอ “ฝนสุดขั้ว” น้ำทะเลสูง จ่อวิกฤตเมืองหลวงจมน้ำ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ดร.เสรีเตือน “ไทยร้อนขึ้น” แถมเจอ  “ฝนสุดขั้ว” น้ำทะเลสูง จ่อวิกฤตเมืองหลวงจมน้ำ

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือนอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเร็วและร้อนขึ้นอย่างชัดเจน

 

โดยระบุว่า ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งร่วมกับคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญของ IPCC ในการจัดทำรายงานฉบับที่ 6 หรือ AR6 เมื่อราว 5 ปีก่อน ชี้ว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากข้อมูลของ C3S ในปัจจุบันกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา 3 ด้าน

 

อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเร็วและร้อนขึ้นอย่างชัดเจน

อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกต่อทศวรรษเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปี 1980 และยิ่งเด่นชัดมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ข้อมูลแสดงให้เห็นพื้นที่สีแดงเข้มครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก สะท้อนการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่บนบกมีแนวโน้มร้อนขึ้นมากกว่าภาพรวมของโลก


เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ +1.4 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นดินเพิ่มขึ้นมากกว่า +2.0 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรเพิ่มขึ้นประมาณ +1.0 องศาเซลเซียส 

สรุปข่าว

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือน อุณหภูมิโลกกำลังเพิ่มขึ้นเร็ว โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมราว 1.4°C ขณะที่พื้นดินร้อนขึ้นกว่า 2°C นอกจากนี้รูปแบบฝนยังเปลี่ยนแปลงชัดเจน ไทยมีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น เสี่ยงเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันมากขึ้น ระดับน้ำทะเลโลกเพิ่มแล้ว 118 มิลลิเมตรตั้งแต่ปี 1993 ขณะที่แผ่นดินทรุดอาจซ้ำเติมความเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือนอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเร็วและร้อนขึ้นอย่างชัดเจน

 

โดยระบุว่า ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งร่วมกับคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญของ IPCC ในการจัดทำรายงานฉบับที่ 6 หรือ AR6 เมื่อราว 5 ปีก่อน ชี้ว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากข้อมูลของ C3S ในปัจจุบันกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา 3 ด้าน

 

อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเร็วและร้อนขึ้นอย่างชัดเจน

อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกต่อทศวรรษเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปี 1980 และยิ่งเด่นชัดมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ข้อมูลแสดงให้เห็นพื้นที่สีแดงเข้มครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก สะท้อนการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่บนบกมีแนวโน้มร้อนขึ้นมากกว่าภาพรวมของโลก


เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ +1.4 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นดินเพิ่มขึ้นมากกว่า +2.0 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรเพิ่มขึ้นประมาณ +1.0 องศาเซลเซียส 

ฝนเปลี่ยนรูปแบบ สุดขั้วทั้งแล้งและฝนหนัก

การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนไม่ได้เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกันทั่วโลก แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละภูมิภาค โดยบางพื้นที่มีแนวโน้มแห้งแล้งมากขึ้น ขณะที่บางพื้นที่กลับมีฝนเพิ่มขึ้น


พื้นที่ที่มีแนวโน้มแห้งแล้งลงปรากฏชัดในบางส่วนของอเมริกาใต้ ตอนกลางของแอฟริกา และบางพื้นที่ของเอเชีย ขณะที่บริเวณละติจูดสูง รวมถึงตอนเหนือของเอเชีย ยุโรป และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มฝนตกมากขึ้น รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงขึ้นจาก อุทกภัยฉับพลัน

 

ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นต่อเนื่อง ไทยต้องจับตาความเสี่ยง

นับตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 118 มิลลิเมตร และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยอัตราการเพิ่มขึ้นกำลังเร่งตัวและยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะชะลอลง


ปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวของมวลน้ำทะเลเนื่องจากความร้อน รวมถึงการละลายของธารน้ำแข็ง ขณะที่บริเวณอ่าวไทยตอนบนยังมีอีกปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การทรุดตัวของแผ่นดิน ซึ่งอาจซ้ำเติมความเสี่ยงและเร่งให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเผชิญปัญหาน้ำท่วมและการจมน้ำในอนาคต


ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลต่ออุณหภูมิ ปริมาณฝน และระดับน้ำทะเล ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยและการใช้ชีวิตของคนไทย

ที่มาข้อมูล : รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

ที่มารูปภาพ : Reuters