โลกร้อนถึงจุดอันตราย! ธรรมชาติอาจเร่งความร้อนอีก 30%

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนถึงจุดอันตราย!  ธรรมชาติอาจเร่งความร้อนอีก 30%

งานวิจัยใหม่เตือนว่า ภาวะโลกร้อนในอนาคตอาจรุนแรงกว่าที่แบบจำลองสภาพภูมิอากาศคาดการณ์ไว้ เพราะเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ระบบธรรมชาติหลายแห่งกำลังเปลี่ยนแปลง และอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเพิ่ม กลายเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้โลกอุ่นขึ้น และเร่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากกว่าเดิม

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน กำลังกลายเป็นสิ่งที่ช่วยซ้ำเติมปัญหา โดยเฉพาะการละลายของชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ในพื้นที่ละติจูดสูง ไฟป่าที่รุนแรงขึ้น ป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงทะเลสาบและแหล่งน้ำจืดที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น

สรุปข่าว

งานวิจัยเตือนว่า เมื่อ “โลกร้อน” ขึ้น ธรรมชาติอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่ม กลายเป็นวงจรเร่งภาวะโลกร้อน ทั้งการละลายของเพอร์มาฟรอสต์ ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ อาจทำให้โลกร้อนแรงกว่าที่คาดการณ์ หากยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่มากพอ วงจรเหล่านี้อาจเพิ่มอุณหภูมิโลกอีกประมาณ 0.2–0.4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษ

งานวิจัยใหม่เตือนว่า ภาวะโลกร้อนในอนาคตอาจรุนแรงกว่าที่แบบจำลองสภาพภูมิอากาศคาดการณ์ไว้ เพราะเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ระบบธรรมชาติหลายแห่งกำลังเปลี่ยนแปลง และอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเพิ่ม กลายเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้โลกอุ่นขึ้น และเร่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากกว่าเดิม

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน กำลังกลายเป็นสิ่งที่ช่วยซ้ำเติมปัญหา โดยเฉพาะการละลายของชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ในพื้นที่ละติจูดสูง ไฟป่าที่รุนแรงขึ้น ป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงทะเลสาบและแหล่งน้ำจืดที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น

กระบวนการเหล่านี้ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนที่เคยถูกกักเก็บอยู่ในดิน ต้นไม้ และระบบนิเวศ ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น เมื่อก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้น และกลับไปกระตุ้นให้ธรรมชาติปล่อยก๊าซออกมาเพิ่มอีก เกิดเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “วงจรสะท้อนกลับ” หรือ Climate Feedback Loop

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Environmental Research Letters ประเมินว่า วงจรจากธรรมชาติเหล่านี้อาจทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอีกประมาณ 20–30% ภายในสิ้นศตวรรษ หรือทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.2–0.4 องศาเซลเซียส ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากน้อยเพียงใด

นักวิจัยระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกนำมาคำนวณอย่างครบถ้วนในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศหลายรูปแบบ ทำให้การประเมินระดับความร้อนในอนาคตอาจต่ำกว่าความเป็นจริง และอาจทำให้โลกประเมินปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่ยังสามารถปล่อยได้ต่ำเกินไป


อย่างไรก็ตาม การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็ว ยังสามารถช่วยลดผลกระทบจากวงจรเหล่านี้ได้ โดยในสถานการณ์ที่โลกสามารถลดการปล่อยก๊าซได้อย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจากแหล่งธรรมชาติอาจอยู่ที่ประมาณ 0.2 องศาเซลเซียส แต่หากการปล่อยก๊าซยังอยู่ในระดับสูง อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นอีกถึง 0.4 องศาเซลเซียส

นักวิทยาศาสตร์จึงเตือนว่า ยิ่งอุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากเท่าไร ความเสี่ยงที่จะกระตุ้นกระบวนการทางธรรมชาติที่ทำให้โลกร้อนขึ้นเองก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบภูมิอากาศ เช่น การละลายของแผ่นน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทร หรือการเปลี่ยนแปลงของป่าฝนอเมซอน

งานวิจัยชี้ว่า โลกร้อนอาจไม่ได้เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อโลกยิ่งร้อน ธรรมชาติก็อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเพิ่ม และกลายเป็นวงจรที่เร่งภาวะโลกร้อนให้รุนแรงขึ้นอีก โดยอาจเพิ่มความร้อนอีก 20–30% ภายในสิ้นศตวรรษ ทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

ที่มาข้อมูล : theguardian.com

ที่มารูปภาพ : NASA