โลกล้มเหลวรับมือโลกร้อน UN เตือนไร้ทางย้อนกลับ หากไม่เร่งลดก๊าซเรือนกระจก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การคาดการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศและแผนรับมือภาวะโลกร้อนมักพูดถึงเป้าหมายระยะยาว เช่น ปี 2050 จนอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่า โลกยังมีเวลาอีกมากในการแก้ไขปัญหาและหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น แต่รายงานฉบับใหม่ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เตือนว่า โลกควรเตรียมรับความเป็นจริงที่อุณหภูมิเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
อุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็นตัวเลขสำคัญของการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่านี้ ความเสี่ยงที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในระบบภูมิอากาศ ซึ่งอาจย้อนกลับได้ยากหรือไม่สามารถย้อนกลับได้จะเพิ่มขึ้น เช่น การหยุดชะงักของระบบกระแสน้ำในมหาสมุทร การละลายอย่างรวดเร็วของชั้นดินเยือกแข็งถาวรในเขตหนาว และการล่มสลายของระบบนิเวศปะการังในเขตร้อน
สรุปข่าว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การคาดการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศและแผนรับมือภาวะโลกร้อนมักพูดถึงเป้าหมายระยะยาว เช่น ปี 2050 จนอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่า โลกยังมีเวลาอีกมากในการแก้ไขปัญหาและหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น แต่รายงานฉบับใหม่ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เตือนว่า โลกควรเตรียมรับความเป็นจริงที่อุณหภูมิเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
อุณหภูมิ 1.5 องศาเซลเซียสถือเป็นตัวเลขสำคัญของการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่านี้ ความเสี่ยงที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในระบบภูมิอากาศ ซึ่งอาจย้อนกลับได้ยากหรือไม่สามารถย้อนกลับได้จะเพิ่มขึ้น เช่น การหยุดชะงักของระบบกระแสน้ำในมหาสมุทร การละลายอย่างรวดเร็วของชั้นดินเยือกแข็งถาวรในเขตหนาว และการล่มสลายของระบบนิเวศปะการังในเขตร้อน
รายงานฉบับใหม่ของ UNEP ซึ่งใช้ชื่อว่า “Limiting Overshoot” หรือการจำกัดการที่อุณหภูมิโลกพุ่งเกินเป้าหมาย ระบุว่า โลกกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่จำเป็นต้องยอมรับความเป็นไปได้ของการที่อุณหภูมิโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ก่อนที่จะพยายามลดอุณหภูมิกลับลงมาในระยะยาว
ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอยู่ใกล้ระดับ 1.4 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และหากทุกประเทศสามารถดำเนินตามคำมั่นและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่มีอยู่ทั้งหมด อุณหภูมิโลกก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงอย่างน้อย 1.8 องศาเซลเซียส แต่หากโลกยังเดินหน้าตามแนวทางปัจจุบัน อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 2.6 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งทุกเศษส่วนขององศาที่เพิ่มขึ้นหมายถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเพิ่มขึ้นตามมา
ตามรายงานระบุว่า หากต้องการลดอุณหภูมิกลับลงมาในระยะยาว โลกจำเป็นต้องทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิทั่วโลกติดลบอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ รวมถึงอาจต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นเพิ่มเติม ซึ่งในอนาคตโลกอาจไม่ได้มีเพียงเป้าหมายปล่อยให้น้อยลง แต่ต้องไปให้ถึงจุดที่สามารถ ดูดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศได้มากกว่าที่ปล่อยออกมา แต่การจะไปถึงจุดนั้นยังมีความท้าทายอีกมาก ทั้งการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงาน การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเพิ่มพลังงานสะอาด การปกป้องป่าและระบบนิเวศ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกำจัดคาร์บอน
UNEP ระบุว่า การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าโลกยังเหลือทางเลือกมากน้อยเพียงใดในการค่อย ๆ ลดอุณหภูมิกลับลงมายังระดับ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน โลกจำเป็นต้องปรับวิธีรับมือ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการลดความร้อนส่วนเกินจากระดับที่กำลังเพิ่มขึ้น เพราะแม้โลกจะสามารถหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิได้เพียง 0.1 องศาเซลเซียส ก็ยังหมายถึงความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ลดลง
- โลกร้อนเร่งน้ำทะเลสูง ออสเตรเลียเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง กระทบวิถีชีวิตคนนับแสน
- โลกวิกฤต! ส.ค. 69 ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ หวั่นเอลนีโญดันอุณหภูมิพุ่ง
- เนปาลทวงความเป็นธรรม! ปล่อยน้อย แต่รับวิกฤตหนัก
- “ชิคาโก” คว้าอันดับ 1 เมืองรับมือโลกร้อนดีที่สุด
- เกษตรฯ ทุ่ม4 แสนล้าน! ดัน 57 โครงการ เปลี่ยนเกษตรไทยสู่พลังงานสะอาด
