ทำเลทอง หรือ ฟองสบู่? ต่างชาติแห่เที่ยว "ญี่ปุ่น" ทำราคาที่ดินพุ่งไม่หยุด 5 ปี!

Share on Line Share on Facebook Share on X

เปิดเหตุผลใกล้ตัวคนไทย ทำไมราคาที่ดิน “ญี่ปุ่น” พุ่งกระฉูด! ราคาพุ่ง 5 ปีต่อเนื่อง จับตาฟื้นจริงหรือฟองสบู่?


ญี่ปุ่นกำลังเจอปรากฏการณ์ใหม่ ราคาที่ดินพุ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว บางพื้นที่ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 30% แต่คำถามสำคัญคือ นี่คือการฟื้นตัวของญี่ปุ่น หรือสัญญาณฟองสบู่กำลังกลับมา?


ราคาที่ดินในประเทศญี่ปุ่นกำลังแพงขึ้นเรื่อย ๆ โดยราคาเฉลี่ยทั่วประเทศปรับขึ้นเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และยิ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหรือทำเลทอง ราคาก็ยิ่งพุ่งแรง


ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น หรือ MLIT ระบุว่า ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ราคาที่ดินเฉลี่ยทั่วประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 1.5% จากปีก่อน


ที่สำคัญ การเพิ่มขึ้น 1.5% ครั้งนี้ ถือเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่แรงที่สุดในช่วงหลังวิกฤตฟองสบู่ญี่ปุ่น หรือพูดง่าย ๆ คือ ญี่ปุ่นไม่ได้เห็นราคาที่ดินปรับขึ้นในระดับนี้มานานกว่า 30 ปีแล้ว


ที่ดินทำธุรกิจขึ้นแรงกว่าที่ดินบ้าน


ถ้าแยกตามประเภท ที่ดินเพื่อการพาณิชย์มาแรงที่สุด โดยราคาปรับขึ้นถึง 2.9% ขณะที่ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 1.0%


แล้วทำไมที่ดินที่ใช้ทำร้านค้า โรงแรม หรือธุรกิจ ถึงขึ้นเร็วกว่าที่ดินบ้าน?


คำตอบหนึ่งที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด คือ การท่องเที่ยว


เพราะช่วงที่ผ่านมา คนต่างชาติแห่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นจำนวนมหาศาล นักท่องเที่ยวหอบเงินเข้าไปใช้จ่าย เงินจึงไหลเข้าสู่ประเทศ และกระจายต่อไปยังร้านค้า โรงแรม ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงราคาที่ดินโดยตรง


ปี 2568 ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 42.7 ล้านคน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติแตะประมาณ 9.5 ล้านล้านเยน ซึ่งก็ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน


นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนมาเที่ยว ถ่ายรูป แล้วกลับบ้าน แต่หมายถึงเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ


และที่สำคัญ เงินจากการท่องเที่ยวไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกพื้นที่ บางเมืองกลายเป็นจุดหมายยอดฮิตแบบเต็มตัว โดยเฉพาะเมืองที่มีธรรมชาติ หิมะ สกี อาหาร วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่าย ๆ จากที่อื่น ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องราคาที่ดินเริ่มน่าสนใจ


เมืองท่องเที่ยวกลายเป็นทำเลทอง


ถ้าอยากเห็นภาพว่า “นักท่องเที่ยวทำให้ที่ดินแพงขึ้นได้อย่างไร” ให้ดูที่ ฮาคุบะ เมืองสกีรีสอร์ตชื่อดังในจังหวัดนากาโนะ รายงานระบุว่าปีนี้ราคาที่ดินเพื่อการพาณิชย์ในพื้นที่ที่ปรับขึ้นสูงสุด พุ่งถึง 35.6% ในปีเดียว


เพราะฮาคุบะไม่ได้เป็นแค่หมู่บ้านบนภูเขาอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาประสบการณ์สกีและที่พักระดับสูง


อีกแห่งคือ ฟูราโนะ ในฮอกไกโด พื้นที่ท่องเที่ยวและสกีรีสอร์ตชื่อดัง ราคาที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นถึง 32% ถามว่าเยอะแค่ไหน? ให้ลองนึกภาพง่าย ๆ ถ้าที่ดินแปลงหนึ่งมีมูลค่า 10 ล้านบาท ถ้าราคาขึ้น 32% ก็เท่ากับเพิ่มขึ้นประมาณ 3.2 ล้านบาทในเวลาเพียงปีเดียว



สรุปข่าว

ญี่ปุ่นราคาที่ดินพุ่งต่อเนื่อง 5 ปี เฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่ม 1.5% โดยเมืองท่องเที่ยวบางแห่งพุ่งกว่า 30% แรงหนุนสำคัญมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เงินสะพัดเข้าโรงแรม ร้านค้า และธุรกิจ ดันความต้องการทำเลทอง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะเรียกว่าฟองสบู่ ขณะที่ “ดอกเบี้ย” จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาต่อจากนี้

เปิดเหตุผลใกล้ตัวคนไทย ทำไมราคาที่ดิน “ญี่ปุ่น” พุ่งกระฉูด! ราคาพุ่ง 5 ปีต่อเนื่อง จับตาฟื้นจริงหรือฟองสบู่?


ญี่ปุ่นกำลังเจอปรากฏการณ์ใหม่ ราคาที่ดินพุ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว บางพื้นที่ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 30% แต่คำถามสำคัญคือ นี่คือการฟื้นตัวของญี่ปุ่น หรือสัญญาณฟองสบู่กำลังกลับมา?


ราคาที่ดินในประเทศญี่ปุ่นกำลังแพงขึ้นเรื่อย ๆ โดยราคาเฉลี่ยทั่วประเทศปรับขึ้นเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และยิ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหรือทำเลทอง ราคาก็ยิ่งพุ่งแรง


ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น หรือ MLIT ระบุว่า ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ราคาที่ดินเฉลี่ยทั่วประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 1.5% จากปีก่อน


ที่สำคัญ การเพิ่มขึ้น 1.5% ครั้งนี้ ถือเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่แรงที่สุดในช่วงหลังวิกฤตฟองสบู่ญี่ปุ่น หรือพูดง่าย ๆ คือ ญี่ปุ่นไม่ได้เห็นราคาที่ดินปรับขึ้นในระดับนี้มานานกว่า 30 ปีแล้ว


ที่ดินทำธุรกิจขึ้นแรงกว่าที่ดินบ้าน


ถ้าแยกตามประเภท ที่ดินเพื่อการพาณิชย์มาแรงที่สุด โดยราคาปรับขึ้นถึง 2.9% ขณะที่ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 1.0%


แล้วทำไมที่ดินที่ใช้ทำร้านค้า โรงแรม หรือธุรกิจ ถึงขึ้นเร็วกว่าที่ดินบ้าน?


คำตอบหนึ่งที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด คือ การท่องเที่ยว


เพราะช่วงที่ผ่านมา คนต่างชาติแห่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นจำนวนมหาศาล นักท่องเที่ยวหอบเงินเข้าไปใช้จ่าย เงินจึงไหลเข้าสู่ประเทศ และกระจายต่อไปยังร้านค้า โรงแรม ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงราคาที่ดินโดยตรง


ปี 2568 ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 42.7 ล้านคน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติแตะประมาณ 9.5 ล้านล้านเยน ซึ่งก็ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน


นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนมาเที่ยว ถ่ายรูป แล้วกลับบ้าน แต่หมายถึงเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ


และที่สำคัญ เงินจากการท่องเที่ยวไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกพื้นที่ บางเมืองกลายเป็นจุดหมายยอดฮิตแบบเต็มตัว โดยเฉพาะเมืองที่มีธรรมชาติ หิมะ สกี อาหาร วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่าย ๆ จากที่อื่น ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องราคาที่ดินเริ่มน่าสนใจ


เมืองท่องเที่ยวกลายเป็นทำเลทอง


ถ้าอยากเห็นภาพว่า “นักท่องเที่ยวทำให้ที่ดินแพงขึ้นได้อย่างไร” ให้ดูที่ ฮาคุบะ เมืองสกีรีสอร์ตชื่อดังในจังหวัดนากาโนะ รายงานระบุว่าปีนี้ราคาที่ดินเพื่อการพาณิชย์ในพื้นที่ที่ปรับขึ้นสูงสุด พุ่งถึง 35.6% ในปีเดียว


เพราะฮาคุบะไม่ได้เป็นแค่หมู่บ้านบนภูเขาอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาประสบการณ์สกีและที่พักระดับสูง


อีกแห่งคือ ฟูราโนะ ในฮอกไกโด พื้นที่ท่องเที่ยวและสกีรีสอร์ตชื่อดัง ราคาที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นถึง 32% ถามว่าเยอะแค่ไหน? ให้ลองนึกภาพง่าย ๆ ถ้าที่ดินแปลงหนึ่งมีมูลค่า 10 ล้านบาท ถ้าราคาขึ้น 32% ก็เท่ากับเพิ่มขึ้นประมาณ 3.2 ล้านบาทในเวลาเพียงปีเดียว



โตเกียวยังแรง ทำเลช้อปปิงราคายิ่งพุ่ง


แน่นอนว่าโตเกียวยังแรง ถ้ามองพื้นที่โตเกียว โอซาก้า และนาโกย่า ราคาที่ดินโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 4.4% โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดไหนคนเยอะ ๆ เป็นพื้นที่ช้อปปิง ราคายิ่งพุ่ง และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเมื่อคนเข้าพื้นที่มาก ธุรกิจก็ต้องการทำเล และเมื่อความต้องการที่ดินเพิ่ม ราคาก็ถูกดันขึ้นตาม


เช่น ย่านกินซ่า พื้นที่ช้อปปิงระดับท็อปของโตเกียว ที่ดินบริเวณอาคารพาณิชย์เมดิ-ยา กินซ่า มีราคาประเมินสูงสุดในประเทศ อยู่ที่ประมาณ 52.5 ล้านเยนต่อตารางเมตร และครองอันดับหนึ่งมาแล้วถึง 21 ปีติดต่อกัน


แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เมืองใหญ่ จุดที่น่าสนใจคือ ราคาที่ดินไม่ได้ขึ้นแค่โตเกียว โอซาก้า หรือนาโกย่า แต่พื้นที่ท่องเที่ยวหลายแห่งกำลังถูกดึงขึ้นมาเช่นกัน เช่น อาซากุสะในโตเกียว ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ราคาที่ดินปรับขึ้นแรง


ส่วนที่ดินเพื่อการพาณิชย์ ปีนี้เพิ่มขึ้นใน 34 จาก 47 จังหวัดของญี่ปุ่น โดยกระทรวงที่ดินญี่ปุ่นระบุว่า หนึ่งในแรงหนุนสำคัญคือความต้องการจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น


ราคาพุ่งแบบนี้ ฟื้นจริง หรือฟองสบู่?


เมื่อราคาที่ดินพุ่งขึ้นแรงแบบนี้ นอกจากด้านดีแล้ว หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า นี่คือฟองสบู่ญี่ปุ่นรอบใหม่หรือเปล่า? เพราะญี่ปุ่นเคยเจอมาแล้ว และเจ็บหนัก


ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ราคาที่ดินและสินทรัพย์ในญี่ปุ่นพุ่งขึ้นอย่างมาก ก่อนจะกลายเป็นภาวะฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990


หลังจากนั้น ราคาที่ดินญี่ปุ่นปรับตัวลงเป็นเวลานานหลายสิบปี และเพิ่งเริ่มกลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา


ดังนั้น วันนี้ที่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 5 ปี จึงเป็นเรื่องที่ตลาดจับตามอง แต่อย่างไรก็ตามแค่ราคาที่ดินกลับมาเป็นขาขึ้นในเวลา 5 ปี ก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ทันทีว่านี่คือฟองสบู่ เพราะรอบนี้มีแรงหนุนหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว เงินเฟ้อและต้นทุนที่เปลี่ยนไป ความต้องการที่อยู่อาศัย การลงทุนในเมือง และที่สำคัญคือการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้


ด้าน Reuters รายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นเองก็ยังมองว่า ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าราคาสินทรัพย์กำลังพุ่งแรงจนร้อนเกินไป


เพราะฉะนั้น ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า ญี่ปุ่นกำลังกลับไปเจอฟองสบู่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 1990



อีกตัวแปรสำคัญ คือ “ดอกเบี้ย”


นอกจากราคาที่ดินแล้ว สำหรับญี่ปุ่นยังมีอีกเรื่องที่โลกต้องจับตา นั่นคือ ดอกเบี้ย เพราะเมื่อราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยจะเข้ามาเกี่ยวข้องทันที


ถ้าดอกเบี้ยต่ำ ต้นทุนกู้เงินก็ต่ำ คนซื้อบ้านง่ายขึ้น นักลงทุนกู้เงินมาลงทุนง่ายขึ้น แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้นเร็ว ต้นทุนทางการเงินก็เพิ่ม และอาจทำให้คนชะลอซื้อบ้าน หรือทำให้ผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์ไม่จูงใจเท่าเดิม


วันนี้ญี่ปุ่นกำลังเดินออกจากยุคของดอกเบี้ยติดลบและดอกเบี้ยต่ำมาก ๆ จึงถือเป็นอีกตัวแปรที่ต้องติดตามสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นในระยะต่อไป


จากญี่ปุ่นมองไทย ใกล้ตัวกว่าที่คิด


จากญี่ปุ่นมองกลับมาที่ไทย เรื่องนี้ถือว่าใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ราคาที่ดินญี่ปุ่นแพงขึ้น ก็คือภาคการท่องเที่ยว จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้จ่ายมากขึ้น


ไทยเองก็เช่นกัน เราก็หวังให้การท่องเที่ยวกลับมาร้อนแรงมากขึ้น แต่คำถามคือ ถ้านักท่องเที่ยวกลับมาเยอะขึ้น ราคาที่ดินในทำเลท่องเที่ยวของไทยจะดีขึ้นตามหรือไม่?


และที่สำคัญกว่านั้น หากราคาพุ่งแรง เราจะมีกลไกอย่างไรในการป้องกันความเสี่ยงไม่ให้กลายเป็นฟองสบู่? หรือทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นคำถามที่ไทยควรคิดและเตรียมพร้อม เพราะเรื่องนี้มีโอกาสกำลังขยับเข้าใกล้ไทยแล้วเช่นกัน 


ที่มาข้อมูล : MLIT, JNTO, Reuters, Kyodo, Japan Tourism Agency

ที่มารูปภาพ : OpenAI

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ