ตลาดรถยนต์ ก.ค. ฟื้น 20% EV ขายดี 7 เดือนทะลุ 1.25 แสนคัน กระบะทรุด หวั่นสะเทือนซัพพลายเชน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ตลาดรถยนต์ ก.ค. ฟื้น 20% EV ขายดี 7 เดือนทะลุ 1.25 แสนคัน กระบะทรุด หวั่นสะเทือนซัพพลายเชน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนก.ค. 69 อยู่ที่ 74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนก.ค. 69 อยู่ที่ 52,238.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.49%YoY


สำหรับสาเหตุที่ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือนก.ค. 69 เพิ่มขึ้น เพราะตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งโดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 30.25% เติบโตถึง 29.16% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน รองลงมาคือตลาดเอเชียที่มีส่วนแบ่งตลาด 28.92% เพิ่มขึ้น 14.79% ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่มีส่วนแบ่งตลาด 9.74 เพิ่มขึ้น 3.55% 


ตะวันออกกลางส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 20.40 % ปีที่แล้วเหลือ 14.56% เพราะส่งออกลดลง 33.56% อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลางยังคงมีความต้องการตามปกติ แต่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงต้องหาเส้นทางขนส่งอื่นที่ปลอดภัยกว่า ทำให้ส่งออกลดลงมา 5 เดือนต่อเนื่องแล้ว


อีกหนึ่งปัจจัยที่ยอดส่งออกเดือนนี้เป็นบวก เนื่องจากฐานการส่งออกปีที่แล้วต่ำอยู่ที่ 72,439 คัน อย่างไรก็ดี การส่งออกรถยนต์ยังไม่สามารถส่งออกไปยังตะวันกลางได้เต็มที่ ทั้ง ๆ ที่ยังมีความต้องการสินค้าอยู่มากก็ตาม นายสุรพงษ์ กล่าว


ในส่วนของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) อยู่ที่ 495,313 คัน ลดลง 6.86%YoY ด้านมูลค่าการส่งออกรถยนต์ รวมทั้งสิ้น 341,426.66 ล้านบาท ลดลงจาก 5.48%YOY


-ยอดผลิต: ผลิตรถ EV โตแรง รับวิกฤตราคาพลังงาน


จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนก.ค. 69 มีทั้งสิ้น 117,383 คัน เพิ่มขึ้นจาก 6.12%YoY โดยเพิ่มขึ้น เพราะผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,422 คัน เพิ่มขึ้น 271% ผลิต PHEV 1,661 คัน เพิ่มขึ้น 295.48% ผลิต HEV 24,173 คัน เพิ่มขึ้น 95.35% จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะสงครามตะวันออกกลาง และส่งออกไปประเทศคู่ค้า ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์นั่งสันดาปภายในผลิตได้แค่ 8,251 คัน ลดลงถึง 62.49%


ทั้งนี้ การผลิตรถกระบะยังคงลดลงตามยอดขายในประเทศที่ยังคงลดลง แต่ผลิตรถกระบะไฟฟ้าได้ 346 คัน เพิ่มขึ้น 686.36% เพื่อขายในประเทศและส่งออก รถบรรทุกผลิต 1,550 คัน เพิ่มขึ้น 108.05% จากการกลับมาผลิตได้ตามปกติเพราะย้ายโรงงานผลิตเสร็จแล้ว


สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) มีจำนวนทั้งสิ้น 834,595 คัน ลดลง 0.09%YoY

ส่วนการผลิตเพื่อส่งออก เดือนก.ค. 69 ผลิตได้ทั้งสิ้น 72,679 คัน คิดเป็น 61.95% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 1.92%YoY และในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 521,840 คัน คิดเป็น 62.53% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 4.97%YoY


ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนก.ค. 69 ผลิตได้ทั้งสิ้น 44,704 คัน คิดเป็น 38.05% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 22.42%YoY และในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 312,755 เพิ่มขึ้น 9.27%YoY


-ยอดขาย: EV โตแรง


ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนก.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,196 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย. 69 ที่ 0.80% และเพิ่มขึ้น 20.07%YoY ทั้งนี้ ยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08% มีสัดส่วนเป็น 35.46% ของยอดขายทั้งหมด 


ในขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในขายได้แค่ 7,654 คัน ลดลง 34.58% มีสัดส่วน 12.76% ของยอดขายทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก รถกระบะบรรทุกยังคงขายลดลง 16.22% จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีรายงานว่าสินเชื่อรถยนต์หดตัว 7.8%


สำหรับยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39%YoY

สรุปข่าว

ตลาดรถยนต์ไทยเดือน ก.ค. 69 มีสัญญาณฟื้นตัว หลังยอดขายในประเทศพุ่งกว่า 20% ขณะที่การผลิตเพิ่ม 6.12% และส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปขยับขึ้น 2.39% แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังเผชิญโจทย์ใหญ่ เมื่อ EV โตแรงจนยอดขาย 7 เดือนทะลุ 1.25 แสนคัน แต่กว่า 62% เป็นรถนำเข้า ขณะที่ รถกระบะซึ่งเป็นฐานผลิตสำคัญของไทยทรุดหนัก จากสินเชื่อเข้มงวด กระทบต่อเนื่องถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนก.ค. 69 อยู่ที่ 74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนก.ค. 69 อยู่ที่ 52,238.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.49%YoY


สำหรับสาเหตุที่ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือนก.ค. 69 เพิ่มขึ้น เพราะตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งโดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 30.25% เติบโตถึง 29.16% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน รองลงมาคือตลาดเอเชียที่มีส่วนแบ่งตลาด 28.92% เพิ่มขึ้น 14.79% ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่มีส่วนแบ่งตลาด 9.74 เพิ่มขึ้น 3.55% 


ตะวันออกกลางส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 20.40 % ปีที่แล้วเหลือ 14.56% เพราะส่งออกลดลง 33.56% อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลางยังคงมีความต้องการตามปกติ แต่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงต้องหาเส้นทางขนส่งอื่นที่ปลอดภัยกว่า ทำให้ส่งออกลดลงมา 5 เดือนต่อเนื่องแล้ว


อีกหนึ่งปัจจัยที่ยอดส่งออกเดือนนี้เป็นบวก เนื่องจากฐานการส่งออกปีที่แล้วต่ำอยู่ที่ 72,439 คัน อย่างไรก็ดี การส่งออกรถยนต์ยังไม่สามารถส่งออกไปยังตะวันกลางได้เต็มที่ ทั้ง ๆ ที่ยังมีความต้องการสินค้าอยู่มากก็ตาม นายสุรพงษ์ กล่าว


ในส่วนของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) อยู่ที่ 495,313 คัน ลดลง 6.86%YoY ด้านมูลค่าการส่งออกรถยนต์ รวมทั้งสิ้น 341,426.66 ล้านบาท ลดลงจาก 5.48%YOY


-ยอดผลิต: ผลิตรถ EV โตแรง รับวิกฤตราคาพลังงาน


จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนก.ค. 69 มีทั้งสิ้น 117,383 คัน เพิ่มขึ้นจาก 6.12%YoY โดยเพิ่มขึ้น เพราะผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,422 คัน เพิ่มขึ้น 271% ผลิต PHEV 1,661 คัน เพิ่มขึ้น 295.48% ผลิต HEV 24,173 คัน เพิ่มขึ้น 95.35% จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะสงครามตะวันออกกลาง และส่งออกไปประเทศคู่ค้า ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์นั่งสันดาปภายในผลิตได้แค่ 8,251 คัน ลดลงถึง 62.49%


ทั้งนี้ การผลิตรถกระบะยังคงลดลงตามยอดขายในประเทศที่ยังคงลดลง แต่ผลิตรถกระบะไฟฟ้าได้ 346 คัน เพิ่มขึ้น 686.36% เพื่อขายในประเทศและส่งออก รถบรรทุกผลิต 1,550 คัน เพิ่มขึ้น 108.05% จากการกลับมาผลิตได้ตามปกติเพราะย้ายโรงงานผลิตเสร็จแล้ว


สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) มีจำนวนทั้งสิ้น 834,595 คัน ลดลง 0.09%YoY

ส่วนการผลิตเพื่อส่งออก เดือนก.ค. 69 ผลิตได้ทั้งสิ้น 72,679 คัน คิดเป็น 61.95% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 1.92%YoY และในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 521,840 คัน คิดเป็น 62.53% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 4.97%YoY


ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนก.ค. 69 ผลิตได้ทั้งสิ้น 44,704 คัน คิดเป็น 38.05% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 22.42%YoY และในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 312,755 เพิ่มขึ้น 9.27%YoY


-ยอดขาย: EV โตแรง


ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนก.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,196 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย. 69 ที่ 0.80% และเพิ่มขึ้น 20.07%YoY ทั้งนี้ ยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08% มีสัดส่วนเป็น 35.46% ของยอดขายทั้งหมด 


ในขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในขายได้แค่ 7,654 คัน ลดลง 34.58% มีสัดส่วน 12.76% ของยอดขายทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก รถกระบะบรรทุกยังคงขายลดลง 16.22% จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีรายงานว่าสินเชื่อรถยนต์หดตัว 7.8%


สำหรับยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39%YoY

-เอกชนจี้รัฐรื้อโครงสร้างภาษีสกัดรถนำเข้ากินตลาด


นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลมาก คือจากยอดขายรถยนต์ 7 เดือนแรกของปีที่มีจำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% นั้น เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับ 37.42% ของขาย เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึง 62.58%


ดังนั้น จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาในเรื่องภาษีที่อาจจะไม่เป็นธรรมกับรถยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งมีการจ้างแรงงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศซึ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตกลับต้องเสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ


เอกชนมีการศึกษารายละเอียดเรื่องโครงสร้างภาษีใหม่ และจะเข้าหารือกับภาครัฐ เพื่อความเป็นธรรมของผู้ผลิตรถสันดาปภายในและรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในไทย นายสุรพงษ์ กล่าว


-ยอดขายรถกระบะทรุด ห่วงกระทบซัพพลายเชน


ขณะเดียวกัน ที่น่ากังวลใจมากอีกเรื่องหนึ่ง คือยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียง 1 หมื่นกว่าคัน จากที่เคยขายเดือนละ 3 หมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส โดยล่าสุดในไตรมาส 2/69 เติบโต 1.9% ลดลงจากไตรมาส 1/69 ที่เติบโต 2.8%


โดยยอดขายรถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90% ลดลงส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในซัพพลายเชนของรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศลดลงหรือขยายตัวในอัตราต่ำในบางเดือน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด 


รถกระบะเป็นโปรดักแชมเปี้ยนของประเทศไทยที่ย้ายจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยเมื่อหลาย 10 ปีก่อน เพื่อส่งออกไปกว่า 120 ประเทศ และเพื่อขายในประเทศ เมื่อยอดผลิตลดลงถึง 2 ใน 3 ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน จนผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการไปหรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น


นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อ 2 ปีก่อน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยเสนอให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงแต่ไม่เกินคันละ 5 หมื่นบาท โดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดผลิตรถกระบะให้มากขึ้น เพื่อให้แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น 


รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น


เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้น ย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามาลงทุน วนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงยิ่ง ๆ ขึ้น เมื่อผู้ผลิตผู้ลงทุนผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น มีกำไร มีสภาพคล่องดี ไม่ขาดทุน เป็นการดึงดูดผู้ผลิตเดิมให้คงอยู่และลงทุนในประเทศไทยต่อไปด้วย ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไหนจะมาชวนให้ย้ายฐานการผลิตไป ทำเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราเท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศอื่น คือพลังการดึงดูดที่มีอำนาจมากที่สุดต่อการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทย นายสุรพงษ์ กล่าว


-ยอดจดทะเบียนรถ EV ป้ายแดงเพิ่มขึ้น


ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 24,171 คัน เพิ่มขึ้น 99.36%YoY ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 144,181 คัน เพิ่มขึ้น 77.75%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 ก.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 515,357 คัน เพิ่มขึ้น 67.64%YoY


ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 12,038 คัน เพิ่มขึ้น 1.89%YoY ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 102,325 คัน เพิ่มขึ้น 21.63%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 ก.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 706,284 คัน เพิ่มขึ้น 27.84%YoY


ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,955 คัน เพิ่มขึ้น 52.02%YoY ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 69) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 12,169 คัน ลดลง 3.67%YoY สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 ก.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 93,324 คัน เพิ่มขึ้น 23.29%YoY

ที่มาข้อมูล : Ryt9.com

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth