สงคราม EV ไทย ใครได้–ใครเสีย เมื่อกติกาภาษีเปลี่ยน?

Share on Line Share on Facebook Share on X
สงคราม EV ไทย  ใครได้–ใครเสีย   เมื่อกติกาภาษีเปลี่ยน?

รัฐบาลเดินหน้าทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV หวังสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตตั้งฐานการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือ การปรับภาษีรถ EV นำเข้าที่ไม่มีฐานการผลิตในไทยให้สูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตที่ลงทุนและใช้เครือข่าย Supply Chain ในประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า


การทบทวนโครงสร้างภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาดรถ EV กับการสร้างฐานการผลิตในประเทศ หลังไทยเปิดรับการลงทุนจากผู้ผลิต EV ต่างชาติและมีรถ EV นำเข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยรัฐบาลต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย


แนวทางดังกล่าวอาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาด EV ไทย จากเดิมที่การแข่งขันเน้นเรื่องราคาและการนำเข้ารถสำเร็จรูป ไปสู่การแข่งขันด้าน การลงทุน ฐานผลิต และ Local Content มากขึ้น โดยคาดว่าจะเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือน ก.ย. 2569 นี้


ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เสนอให้รัฐบาลเพิ่มส่วนต่างภาษีระหว่างรถ EV นำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศเป็นราว 30–50% จากปัจจุบันที่มีส่วนต่างประมาณ 8% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถเพิ่มการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ


หากส่วนต่างภาษีระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นจริง ค่ายรถ EV ที่ต้องการทำตลาดในไทยอาจต้องเร่งปรับแผนจากการนำเข้ารถสำเร็จรูป ไปสู่การลงทุนผลิตในประเทศและเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนไทย ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในตลาด EV เปลี่ยนจากการแข่งด้านราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งกันด้านฐานการผลิตและประสิทธิภาพของ Supply Chain


กลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เพราะหากค่ายรถ EV โดยเฉพาะผู้ผลิตจากจีนต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน การเพิ่ม Local Content จะกลายเป็นทางเลือกสำคัญ



สรุปข่าว

รัฐบาลจ่อปรับโครงสร้างภาษี EV เปลี่ยนเกมการแข่งขันจาก “นำเข้า” สู่ “ผลิตในไทย” ใครได้–ใครเสีย? เปิดมุมโบรกฯ ชี้เป้าหุ้นรับอานิสงส์ พร้อมจับตาแรงกระเพื่อมต่อผู้ประกอบการในตลาด EV ไทย

รัฐบาลเดินหน้าทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV หวังสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตตั้งฐานการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือ การปรับภาษีรถ EV นำเข้าที่ไม่มีฐานการผลิตในไทยให้สูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตที่ลงทุนและใช้เครือข่าย Supply Chain ในประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า


การทบทวนโครงสร้างภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาดรถ EV กับการสร้างฐานการผลิตในประเทศ หลังไทยเปิดรับการลงทุนจากผู้ผลิต EV ต่างชาติและมีรถ EV นำเข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยรัฐบาลต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย


แนวทางดังกล่าวอาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาด EV ไทย จากเดิมที่การแข่งขันเน้นเรื่องราคาและการนำเข้ารถสำเร็จรูป ไปสู่การแข่งขันด้าน การลงทุน ฐานผลิต และ Local Content มากขึ้น โดยคาดว่าจะเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือน ก.ย. 2569 นี้


ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เสนอให้รัฐบาลเพิ่มส่วนต่างภาษีระหว่างรถ EV นำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศเป็นราว 30–50% จากปัจจุบันที่มีส่วนต่างประมาณ 8% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถเพิ่มการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ


หากส่วนต่างภาษีระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นจริง ค่ายรถ EV ที่ต้องการทำตลาดในไทยอาจต้องเร่งปรับแผนจากการนำเข้ารถสำเร็จรูป ไปสู่การลงทุนผลิตในประเทศและเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนไทย ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในตลาด EV เปลี่ยนจากการแข่งด้านราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งกันด้านฐานการผลิตและประสิทธิภาพของ Supply Chain


กลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เพราะหากค่ายรถ EV โดยเฉพาะผู้ผลิตจากจีนต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน การเพิ่ม Local Content จะกลายเป็นทางเลือกสำคัญ



โดยมีมุมมองเสริมจาก บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า นโยบายดังกล่าวเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่ม Auto Parts เพราะช่วยเพิ่มโอกาสที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะได้รับคำสั่งซื้อจากค่ายรถที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ


ในกลุ่มนี้ บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH และ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT เริ่มมีคำสั่งซื้อชิ้นส่วนสำหรับรถ EV แล้ว แม้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่มาก ส่วน บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ STANLY ยังไม่มีคำสั่งซื้อจากรถ EV แต่มีโอกาสได้รับประโยชน์ในระยะถัดไป หากการผลิตรถ EV ของค่ายญี่ปุ่นในไทยขยายตัว


โดย Toyota, Honda และ Isuzu เริ่มมีฐานการผลิต BEV ในประเทศไทยแล้ว ขณะที่ Mitsubishi อยู่ระหว่างแผนลงทุนและศึกษาการผลิตรถไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศรับคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้น   


ขณะที่คาดการณ์ว่าจะส่งผล Sentiment เชิงลบต่อหุ้น บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC และ บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP ที่นำเข้ามาจำหน่ายรถ EV แต่สำหรับ บริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN มองเชิงบวกเนื่องจากมีฐานการผลิตที่อยู่ในไทย และถือหุ้นในโรงงานที่อยู่ในไทยโดยตรง 


โดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า SAT เป็น Top Pick ของกลุ่มเพราะมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนภาพอุตสาหกรรมที่อ่อนตัวไปมากแล้ว ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการมีโอกาสฟื้นตัวตามยอดผลิตรถยนต์ในประเทศและคำสั่งซื้อใหม่ในระยะถัดไป รวมถึงมี Upside เพิ่มเติมหากค่ายรถเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศตามนโยบาย Localization คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 18.80 บาท/หุ้น 


ทั้งนี้ การเปลี่ยนโครงสร้างภาษียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และรายละเอียดสำคัญทั้งอัตราภาษี เงื่อนไข Local Content และวันเริ่มบังคับใช้ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแต่ละรายยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม หากมาตรการเดินหน้า จะเป็นอีกแรงผลักให้ไทยเปลี่ยนบทบาทจากตลาดรองรับรถ EV นำเข้า สู่ฐานการผลิตและ Supply Chain ของอุตสาหกรรม EV ในภูมิภาคมากขึ้น 

ที่มาข้อมูล : TNN Wealth รวบรวม

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth