จีนเริ่มย้าย “ทองคำ” หนีจากลอนดอน มาเก็บที่ฮ่องกง เกมนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?

Share on Line Share on Facebook Share on X

"จีน" เริ่มขนทองคำหนีจากลอนดอน มาพักเก็บที่ฮ่องกง สัญญาณเตือนอะไร?

ถ้าพูดถึง “ทองคำ” หลายคนอาจนึกถึงราคาทองที่เห็นกันทุกวัน แต่ในระดับโลก ทองคำมีเกมที่ใหญ่กว่านั้น เพราะใครก็ตามที่สามารถเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย การเก็บรักษา และการกำหนดราคาทองคำได้ ก็ย่อมมีอิทธิพลต่อระบบการเงินโลกมากขึ้น


วันนี้ศูนย์กลางสำคัญของตลาดทองคำโลกยังคงอยู่ที่ ลอนดอน แต่กำลังมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาท้าชิง โดยเฉพาะ "ฮ่องกง" ที่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานตลาดทองคำของตัวเอง


ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าธนาคารกลางจีน หรือ PBOC กำลังทยอยนำทองคำสำรองบางส่วนจากลอนดอนมาเก็บไว้ที่ฮ่องกง


คำถามจึงตามมาทันทีว่า ทำไมจีนต้องโยกทองคำมาฮ่องกง?


ถ้ามองแค่ว่า “เอาทองมาเก็บใกล้บ้าน” อาจยังไม่ครบ เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้มีทั้งเกมตลาดทองคำ การเงินระหว่างประเทศ และอีกเรื่องที่สำคัญมาก นั่นคือ การเพิ่มบทบาทของเงินหยวน


ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำต่อเนื่องไม่หยุดมากกว่า 20 เดือน 


จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่เดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางจีนกลับมาซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 และมีทองคำสำรองอยู่ราว 2,346 ตัน แม้ราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูงและตลาดมีความผันผวน จีนก็ยังเดินหน้าซื้อ ล่าสุดเดือนมิถุนายนมีการซื้อเพิ่มอีกประมาณ 15 ตัน


ภาพนี้สะท้อนว่า จีนยังมองทองคำเป็นสินทรัพย์สำรองระยะยาว และไม่ได้มองแค่เรื่องราคาขึ้นหรือลงในระยะสั้น


ดังนั้น หากจีนกำลังนำทองคำบางส่วนมาเก็บที่ฮ่องกงจริง สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่แค่ “ทองอยู่ที่ไหน” แต่คือ ฮ่องกงกำลังถูกวางให้มีบทบาทอะไรในระบบทองคำของจีน


ทำไมจีนต้องเอาทองมาเก็บที่ “ฮ่องกง”?


คำตอบสำคัญอยู่ที่ทำเล เพราะฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ และเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างจีนกับนักลงทุนทั่วโลก


ถ้าจีนต้องการสร้างตลาดทองคำที่เชื่อมระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ นักลงทุนต่างชาติ ธนาคาร และผู้ค้าทองคำระดับโลก ฮ่องกงจึงถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะมาก


ที่สำคัญ ฮ่องกงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นสถานที่เก็บทอง


ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฮ่องกงเริ่มเปิดทดลองระบบ Central Gold Clearing and Settlement System ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการชำระราคาและส่งมอบทองคำสำหรับธุรกรรมทองคำ


ระบบดังกล่าวยังเชื่อมกับ Shanghai Gold Exchange ผ่าน Delivery Connect ทำให้ตลาดทองคำฮ่องกงเชื่อมโยงกับตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ได้แน่นขึ้น พูดง่าย ๆ นี่ไม่ใช่แค่การสร้าง “ห้องเก็บทอง” แต่เป็นการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานของตลาดทองคำ


มากกว่าปริมาณทอง หรือ ที่เก็บทอง คือ “อิทธิพล”


ตลาดทองคำสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีทองมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า ใครเป็นศูนย์กลางของการซื้อขาย ใครมีสภาพคล่อง และใครมีอิทธิพลต่อราคา


ฮ่องกงกำลังพัฒนาราคาอ้างอิงทองคำของตัวเอง หรือ HAU Gold Price Fixing เพื่อเพิ่มบทบาทของฮ่องกงในตลาดทองคำเอเชีย เป้าหมายจึงไม่จำเป็นต้องถึงขั้นล้มลอนดอน แต่คือการสร้างอีกหนึ่งศูนย์กลางที่มีอิทธิพลมากขึ้นในฝั่งเอเชีย


รัฐบาลฮ่องกงยังตั้งเป้าเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บทองคำให้มากกว่า 2,000 ตันภายในปี 2030 พร้อมพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การซื้อขาย การเก็บรักษา การประกันภัย ไปจนถึงตลาดอนุพันธ์


หากเดินไปถึงเป้าหมายได้ ฮ่องกงก็จะไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บทอง แต่กำลังพยายามสร้าง ตลาดทองคำแบบครบวงจร


สรุปข่าว

จีนเดินเกมทองคำครั้งใหญ่ ทยอยนำทองคำสำรองบางส่วนจากลอนดอนมาไว้ที่ฮ่องกง พร้อมเร่งสร้างระบบซื้อขายและชำระทองคำ หวังยกระดับฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทองคำแห่งใหม่ของเอเชีย เบื้องหลังอาจไม่ใช่แค่เรื่องทอง แต่เชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ในการเพิ่มบทบาท “เงินหยวน” และลดการพึ่งพาดอลลาร์

"จีน" เริ่มขนทองคำหนีจากลอนดอน มาพักเก็บที่ฮ่องกง สัญญาณเตือนอะไร?

ถ้าพูดถึง “ทองคำ” หลายคนอาจนึกถึงราคาทองที่เห็นกันทุกวัน แต่ในระดับโลก ทองคำมีเกมที่ใหญ่กว่านั้น เพราะใครก็ตามที่สามารถเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย การเก็บรักษา และการกำหนดราคาทองคำได้ ก็ย่อมมีอิทธิพลต่อระบบการเงินโลกมากขึ้น


วันนี้ศูนย์กลางสำคัญของตลาดทองคำโลกยังคงอยู่ที่ ลอนดอน แต่กำลังมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาท้าชิง โดยเฉพาะ "ฮ่องกง" ที่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานตลาดทองคำของตัวเอง


ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าธนาคารกลางจีน หรือ PBOC กำลังทยอยนำทองคำสำรองบางส่วนจากลอนดอนมาเก็บไว้ที่ฮ่องกง


คำถามจึงตามมาทันทีว่า ทำไมจีนต้องโยกทองคำมาฮ่องกง?


ถ้ามองแค่ว่า “เอาทองมาเก็บใกล้บ้าน” อาจยังไม่ครบ เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้มีทั้งเกมตลาดทองคำ การเงินระหว่างประเทศ และอีกเรื่องที่สำคัญมาก นั่นคือ การเพิ่มบทบาทของเงินหยวน


ธนาคารกลางจีนซื้อทองคำต่อเนื่องไม่หยุดมากกว่า 20 เดือน 


จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่เดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางจีนกลับมาซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 และมีทองคำสำรองอยู่ราว 2,346 ตัน แม้ราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูงและตลาดมีความผันผวน จีนก็ยังเดินหน้าซื้อ ล่าสุดเดือนมิถุนายนมีการซื้อเพิ่มอีกประมาณ 15 ตัน


ภาพนี้สะท้อนว่า จีนยังมองทองคำเป็นสินทรัพย์สำรองระยะยาว และไม่ได้มองแค่เรื่องราคาขึ้นหรือลงในระยะสั้น


ดังนั้น หากจีนกำลังนำทองคำบางส่วนมาเก็บที่ฮ่องกงจริง สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่แค่ “ทองอยู่ที่ไหน” แต่คือ ฮ่องกงกำลังถูกวางให้มีบทบาทอะไรในระบบทองคำของจีน


ทำไมจีนต้องเอาทองมาเก็บที่ “ฮ่องกง”?


คำตอบสำคัญอยู่ที่ทำเล เพราะฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ และเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างจีนกับนักลงทุนทั่วโลก


ถ้าจีนต้องการสร้างตลาดทองคำที่เชื่อมระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ นักลงทุนต่างชาติ ธนาคาร และผู้ค้าทองคำระดับโลก ฮ่องกงจึงถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะมาก


ที่สำคัญ ฮ่องกงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นสถานที่เก็บทอง


ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฮ่องกงเริ่มเปิดทดลองระบบ Central Gold Clearing and Settlement System ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการชำระราคาและส่งมอบทองคำสำหรับธุรกรรมทองคำ


ระบบดังกล่าวยังเชื่อมกับ Shanghai Gold Exchange ผ่าน Delivery Connect ทำให้ตลาดทองคำฮ่องกงเชื่อมโยงกับตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ได้แน่นขึ้น พูดง่าย ๆ นี่ไม่ใช่แค่การสร้าง “ห้องเก็บทอง” แต่เป็นการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานของตลาดทองคำ


มากกว่าปริมาณทอง หรือ ที่เก็บทอง คือ “อิทธิพล”


ตลาดทองคำสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีทองมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า ใครเป็นศูนย์กลางของการซื้อขาย ใครมีสภาพคล่อง และใครมีอิทธิพลต่อราคา


ฮ่องกงกำลังพัฒนาราคาอ้างอิงทองคำของตัวเอง หรือ HAU Gold Price Fixing เพื่อเพิ่มบทบาทของฮ่องกงในตลาดทองคำเอเชีย เป้าหมายจึงไม่จำเป็นต้องถึงขั้นล้มลอนดอน แต่คือการสร้างอีกหนึ่งศูนย์กลางที่มีอิทธิพลมากขึ้นในฝั่งเอเชีย


รัฐบาลฮ่องกงยังตั้งเป้าเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บทองคำให้มากกว่า 2,000 ตันภายในปี 2030 พร้อมพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การซื้อขาย การเก็บรักษา การประกันภัย ไปจนถึงตลาดอนุพันธ์


หากเดินไปถึงเป้าหมายได้ ฮ่องกงก็จะไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บทอง แต่กำลังพยายามสร้าง ตลาดทองคำแบบครบวงจร


ลอนดอน ศูนย์กลางทองคำโลก สั่นคลอนหรือยัง? จะเสียแชมป์หรือไม่?


คำตอบ คือ ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินได้ เพราะการมีทองคำจำนวนมากไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นศูนย์กลางทองคำของโลกโดยอัตโนมัติ


จุดแข็งของลอนดอนคือ “ระบบนิเวศ” ที่สร้างมานานหลายสิบปี ทั้งธนาคารรายใหญ่ ผู้ค้าทองคำ ตลาด OTC โรงกลั่น ห้องนิรภัย ระบบชำระเงิน และเครือข่ายนักลงทุนทั่วโลก


สิ่งเหล่านี้เป็นข้อได้เปรียบที่ฮ่องกงยังต้องใช้เวลาในการสร้าง แต่ที่น่าสนใจคือ ฮ่องกงไม่ได้เป็นผู้ท้าชิงเพียงรายเดียว เพราะ สิงคโปร์ ก็กำลังพัฒนาระบบ Gold Clearing ของตัวเองเช่นกัน ทำให้ตลาดทองคำในเอเชียมีการแข่งขันที่น่าจับตา


จากทองคำ เชื่อมโยงไปไกลถึง “เงินหยวน”


นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของเรื่อง เพราะจีนไม่ได้ขยับเรื่องทองคำเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเดินหน้าเพิ่มบทบาทของ "เงินหยวน" ในการค้าระหว่างประเทศไปพร้อมกัน


Bloomberg รายงานว่า ธนาคารพาณิชย์จีนอย่างน้อย 6 แห่ง เพิ่มสกุลเงินต่างประเทศประมาณ 12 สกุลเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สามารถหักบัญชีและชำระเงินกับเงินหยวนได้โดยตรง โดยมี เงินบาทของไทย รวมอยู่ด้วย


พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ เดิมการค้าระหว่างไทยกับจีนบางส่วนอาจต้องใช้ดอลลาร์เป็นตัวกลาง แต่ถ้าสามารถชำระ "หยวนกับบาท" โดยตรงได้ ก็ช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนบางส่วน รวมถึงลดการพึ่งพาดอลลาร์ในการค้าข้ามพรมแดน


นี่สอดคล้องกับความพยายามของจีนในการทำให้เงินหยวนมีบทบาทมากขึ้นในระบบการเงินโลก และทำให้ธุรกิจจีนมีทางเลือกมากขึ้นในการชำระเงินระหว่างประเทศ


ภาพวันนี้ = จีนกำลังสร้าง “ทางเลือก” ให้โลก


ต้องย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเงินหยวนกำลังจะเข้ามาแทนที่ดอลลาร์ในทันที เพราะดอลลาร์ยังเป็นสกุลเงินหลักของระบบการเงินโลก และสหรัฐฯ ยังมีบทบาทสูงมากทั้งในตลาดทุนและการค้าระหว่างประเทศ


แต่สิ่งที่จีนกำลังทำ คือ สร้างทางเลือกเพิ่มขึ้นทีละจุด

ทางเลือกในการถือทุนสำรอง

ทางเลือกในการชำระเงิน

ทางเลือกในการซื้อขายทองคำ

และทางเลือกในการลงทุน


ทองคำจึงเข้ามาเชื่อมกับเกมนี้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะทองคำไม่ได้ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง และไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิตแบบตราสารหนี้


เมื่อจีนสะสมทองคำมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาตลาดทองคำในฮ่องกง และผลักดันการใช้เงินหยวนมากขึ้น ทั้งหมดจึงอาจมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบการเงินที่จีนมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

สิ่งที่ซ่อนอยู่ ภายใต้เกมนี้ อาจจะใหญ่กว่าเรื่อง “ทองคำ”


สุดท้ายแล้ว คำถามว่า “ทำไมจีนต้องโยกทองคำมาฮ่องกง?” อาจไม่ได้มีคำตอบแค่ว่าต้องการเก็บทองให้ใกล้จีนมากขึ้น


เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันคือ การสะสมทองคำ การสร้างระบบซื้อขายและชำระทองคำในฮ่องกง การเชื่อมตลาดฮ่องกงกับเซี่ยงไฮ้ และการผลักดันเงินหยวนให้ใช้ในธุรกรรมระหว่างประเทศมากขึ้น


ถ้าทุกอย่างเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ฮ่องกงอาจมีบทบาทมากขึ้นในตลาดทองคำเอเชีย ขณะที่เงินหยวนก็มีช่องทางเข้าสู่การค้าโลกมากขึ้น


ดังนั้น เกมนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “จีนย้ายทองจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง” แต่อาจเป็นภาพใหญ่ของการสร้าง อำนาจต่อรองทางการเงิน ของจีน ผ่านทั้ง “ทองคำ” และ “เงินหยวน”


และสำหรับไทย เรื่องนี้ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะไทยอยู่ในภูมิภาคเดียวกับตลาดที่กำลังขยายตัว ทั้งในฐานะคู่ค้าของจีน ผู้ใช้เงินบาทในการชำระเงิน และศูนย์กลางการเงินของอาเซียน


ดังนั้นสุดท้ายแล้วสำหรับเรื่องนี้ คำถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ จีนจะมีทองมากแค่ไหน แต่คือ เอเชียจะมีบทบาทมากแค่ไหนในการกำหนดกติกาการเงินโลกในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Bloomberg World Gold Council

ที่มารูปภาพ : OpenAI

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ