"ศุภจี" เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลายสิงหาคม 2569 ย้ำไม่เอาประเด็นทางการทหารมาแลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ศุภจี" เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลายสิงหาคม 2569 ย้ำไม่เอาประเด็นทางการทหารมาแลก

"ศุภจี" เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ย้ำไม่เอาประเด็นทางการทหารมาแลก


นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ศุภจีเปิดเผยว่า ภายใต้มาตรา 301 และมาตรา 232 ปัจจุบันมีสินค้าประมาณ 72% ที่ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว เหลืออีก 28% ที่ยังต้องเดินหน้าเจรจา


ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 นี้ นางศุภจีเตรียมเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้ได้มากที่สุด โดยยืนยันว่าไทยจะยึดกรอบการค้าเป็นหลัก และจะไม่ใช้ประเด็นทางทหารมาแลกกับผลประโยชน์ด้านภาษี


กลยุทธ์สำคัญคือการนำข้อมูลด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตมาแสดงให้เห็นว่า ไทยและสหรัฐฯ ต่างได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน


ปัจจุบันภาคเอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มอีกกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน บริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนในไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการค้าไทย จึงต้องมองทั้ง “การค้าและการลงทุน” ควบคู่กัน



สรุปข่าว

“ศุภจี” เดินหน้าปรับอุตสาหกรรมไทย รับโลกเปลี่ยน ดัน Made in Thailand สร้างตลาดให้สินค้าไทย ชู 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ “ป้องกันประเทศ-ระบบราง-เครื่องมือแพทย์” ใช้ตลาดรัฐเป็นแรงส่ง พร้อมเร่งต่อยอด AI ดิจิทัล ไบโอเทค และยานยนต์ยุคใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย

"ศุภจี" เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ย้ำไม่เอาประเด็นทางการทหารมาแลก


นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ศุภจีเปิดเผยว่า ภายใต้มาตรา 301 และมาตรา 232 ปัจจุบันมีสินค้าประมาณ 72% ที่ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว เหลืออีก 28% ที่ยังต้องเดินหน้าเจรจา


ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 นี้ นางศุภจีเตรียมเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้ได้มากที่สุด โดยยืนยันว่าไทยจะยึดกรอบการค้าเป็นหลัก และจะไม่ใช้ประเด็นทางทหารมาแลกกับผลประโยชน์ด้านภาษี


กลยุทธ์สำคัญคือการนำข้อมูลด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตมาแสดงให้เห็นว่า ไทยและสหรัฐฯ ต่างได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน


ปัจจุบันภาคเอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มอีกกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน บริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนในไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการค้าไทย จึงต้องมองทั้ง “การค้าและการลงทุน” ควบคู่กัน



เร่งดัน Made in Thailand ผลิตอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มมูลค่า-โอกาส ผู้ประกอบการไทย

ด้านอุตสาหกรรมไทย นางศุภจี ได้กล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรมว่า ไทยจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานเศรษฐกิจภายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ไม่ได้ประชุมร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่โครงสร้างอุตสาหกรรมและภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


เปิดตลาดภาครัฐ ดัน “Made in Thailand”


หนึ่งในโจทย์สำคัญคือการเปิดตลาดภาครัฐให้กับสินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์


รัฐบาลเตรียมใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและแนวทาง Green Procurement เป็นกลไกสร้างตลาด โดยให้ภาครัฐเป็นผู้ใช้งานกลุ่มแรก เพื่อสร้างอุปสงค์ให้ผู้ประกอบการไทย จากนั้นจึงขยายไปสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ


อย่างไรก็ตาม ศุภจีย้ำว่า การให้แต้มต่อกับสินค้า Made in Thailand ต้องไม่หมายถึงการลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบไทยต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล พร้อมกำหนดเกณฑ์ Local Content ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและตลาดโลก


เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ปั้น SME ไทย


อีกโจทย์สำคัญคือการทำให้การพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปพร้อมกับความต้องการของตลาด โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อมโยง “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม


เป้าหมายคือยกระดับ SME ไทยทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และการใช้วัตถุดิบในประเทศ ควบคู่กับการรับรอง Made in Thailand (MiT) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


นางศุภจี มองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ แต่ต้องทำให้ตลาดกับการพัฒนา SME เดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์ให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าและบริการที่ขายได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

เร่งเครื่อง 3 เทคโนโลยี รับอุตสาหกรรมอนาคต


สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นางศุภจีระบุว่า ไทยต้องเร่งเสริมศักยภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะ Biotechnology, ดิจิทัลและ AI, ยานยนต์รูปแบบใหม่, เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ


หัวใจสำคัญคือการสร้าง Supply Chain ใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตหรือรับจ้างผลิต แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยี ความรู้ และผู้ประกอบการไทยได้มากขึ้น


ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังหารือการผลักดันพลังงานชีวภาพทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องพิจารณาให้สมดุลทั้งภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG


รื้อกฎหมายอุตสาหกรรม รับโลกยุคใหม่


นางศุภจี ยังระบุอีกว่า หลัง กอช. หยุดประชุมไปเป็นเวลานาน ยังมีร่างกฎหมายประมาณ 5-6 ฉบับที่ต้องนำกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน รวมถึงกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง


การปรับกฎหมายจะต้องมองให้รอบด้านและสอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบันและอนาคต ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้กฎระเบียบกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

ที่มาข้อมูล : กระทรวงพาณิชย์

ที่มารูปภาพ : กระทรวงพาณิชย์

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ