
ทำไมธนาคารกลางทั่วโลกถึงแห่ซื้อทองคำ? เมื่อโลกเดิมพันกับ AI แต่สินทรัพย์อายุพันปีกลับถูกเลือกเป็นหลักประกัน
ในวันที่โลกกำลังเดิมพันอนาคตกับ AI, Data Center และสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้เล่นที่มีอิทธิพลที่สุดในระบบการเงินโลกกลับเลือกสะสม “ทองคำ” สินทรัพย์ที่มีประวัติยาวนานนับพันปี การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนเพียงมุมมองต่อราคาทองคำ แต่กำลังสะท้อน “วิธีคิดใหม่” ของธนาคารกลางทั่วโลกต่อการบริหารทุนสำรอง ในยุคที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มีความซับซ้อนมากขึ้น
ไม่ใช่แค่นักลงทุน แต่คือ “ธนาคารกลาง” ที่กำลังซื้อทอง
ข้อมูลจาก World Gold Council (WGC) สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในไตรมาส 2 ปี 2026 ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำสุทธิ 289 ตัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า จากไตรมาสแรกที่อยู่ที่ 57 ตัน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาส 2
สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงซื้อรอบนี้ไม่ได้เกิดจากนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ผู้กำหนดนโยบายการเงิน” ที่กำลังเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบการเงินของประเทศ
ประเทศที่เพิ่มการถือครองทองคำมากที่สุด ได้แก่ โปแลนด์ 51 ตัน จีน 33 ตัน อุซเบกิสถาน 16 ตัน คาซัคสถาน 15 ตัน รวมถึงจอร์แดนและสาธารณรัฐเช็กที่เพิ่มประเทศละ 6 ตัน
ขณะที่ฝั่งผู้ขาย รัสเซียลดการถือครองลง 22 ตัน และตุรกีลดลงอีก 4 ตัน
แม้ยอดซื้อสุทธิสะสมในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 345 ตัน ต่ำกว่าช่วงหลายปีก่อน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนว่า ธนาคารกลางยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำ และทองคำยังมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์บริหารความเสี่ยงของประเทศ
ทำไมธนาคารกลางจึงกลับมาให้ความสำคัญกับทองคำ?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การแบ่งขั้วของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความผันผวนของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศเริ่มทบทวนโครงสร้างทุนสำรอง โดยลดการพึ่งพาสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป และมองหาสินทรัพย์ที่สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น
หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของทองคำ คือการเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากผู้ออก (No Counterparty Risk) แตกต่างจากสินทรัพย์ทางการเงินที่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก
ทำให้ทองคำยังคงถูกมองว่าเป็น “หลักประกัน” ในช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน นักลงทุน ETF ขาย แต่ทองคำจริงยังได้รับความต้องการ แม้ตลาดทองคำจะไม่ได้มีแรงซื้อจากทุกกลุ่มนักลงทุน
ข้อมูล WGC ระบุว่า ในไตรมาส 2 นักลงทุนผ่านกองทุน ETF มีเงินไหลออกสุทธิ 45 ตัน จากแรงกดดันของดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น และความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพรวมครึ่งปีแรก การถือครอง ETF ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นสุทธิ 18 ตัน จากแรงซื้อในเอเชียและยุโรป
ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำจริงยังแข็งแกร่ง โดยทองคำแท่งและเหรียญทั่วโลกมีความต้องการ 307 ตันในไตรมาส 2 โดยเฉพาะจีน ซึ่งยังเป็นตลาดลงทุนทองคำรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญสูงถึง 107 ตันในไตรมาสเดียว และรวม 314 ตันในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แรงซื้อดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางเลือกในประเทศที่อยู่ระดับต่ำ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอตัว และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
สรุปข่าว
ทำไมธนาคารกลางทั่วโลกถึงแห่ซื้อทองคำ? เมื่อโลกเดิมพันกับ AI แต่สินทรัพย์อายุพันปีกลับถูกเลือกเป็นหลักประกัน
ในวันที่โลกกำลังเดิมพันอนาคตกับ AI, Data Center และสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้เล่นที่มีอิทธิพลที่สุดในระบบการเงินโลกกลับเลือกสะสม “ทองคำ” สินทรัพย์ที่มีประวัติยาวนานนับพันปี การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนเพียงมุมมองต่อราคาทองคำ แต่กำลังสะท้อน “วิธีคิดใหม่” ของธนาคารกลางทั่วโลกต่อการบริหารทุนสำรอง ในยุคที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มีความซับซ้อนมากขึ้น
ไม่ใช่แค่นักลงทุน แต่คือ “ธนาคารกลาง” ที่กำลังซื้อทอง
ข้อมูลจาก World Gold Council (WGC) สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในไตรมาส 2 ปี 2026 ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำสุทธิ 289 ตัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า จากไตรมาสแรกที่อยู่ที่ 57 ตัน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาส 2
สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงซื้อรอบนี้ไม่ได้เกิดจากนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ผู้กำหนดนโยบายการเงิน” ที่กำลังเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบการเงินของประเทศ
ประเทศที่เพิ่มการถือครองทองคำมากที่สุด ได้แก่ โปแลนด์ 51 ตัน จีน 33 ตัน อุซเบกิสถาน 16 ตัน คาซัคสถาน 15 ตัน รวมถึงจอร์แดนและสาธารณรัฐเช็กที่เพิ่มประเทศละ 6 ตัน
ขณะที่ฝั่งผู้ขาย รัสเซียลดการถือครองลง 22 ตัน และตุรกีลดลงอีก 4 ตัน
แม้ยอดซื้อสุทธิสะสมในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 345 ตัน ต่ำกว่าช่วงหลายปีก่อน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนว่า ธนาคารกลางยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำ และทองคำยังมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์บริหารความเสี่ยงของประเทศ
ทำไมธนาคารกลางจึงกลับมาให้ความสำคัญกับทองคำ?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การแบ่งขั้วของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความผันผวนของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศเริ่มทบทวนโครงสร้างทุนสำรอง โดยลดการพึ่งพาสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป และมองหาสินทรัพย์ที่สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น
หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของทองคำ คือการเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากผู้ออก (No Counterparty Risk) แตกต่างจากสินทรัพย์ทางการเงินที่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก
ทำให้ทองคำยังคงถูกมองว่าเป็น “หลักประกัน” ในช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน นักลงทุน ETF ขาย แต่ทองคำจริงยังได้รับความต้องการ แม้ตลาดทองคำจะไม่ได้มีแรงซื้อจากทุกกลุ่มนักลงทุน
ข้อมูล WGC ระบุว่า ในไตรมาส 2 นักลงทุนผ่านกองทุน ETF มีเงินไหลออกสุทธิ 45 ตัน จากแรงกดดันของดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น และความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพรวมครึ่งปีแรก การถือครอง ETF ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นสุทธิ 18 ตัน จากแรงซื้อในเอเชียและยุโรป
ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำจริงยังแข็งแกร่ง โดยทองคำแท่งและเหรียญทั่วโลกมีความต้องการ 307 ตันในไตรมาส 2 โดยเฉพาะจีน ซึ่งยังเป็นตลาดลงทุนทองคำรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญสูงถึง 107 ตันในไตรมาสเดียว และรวม 314 ตันในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แรงซื้อดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางเลือกในประเทศที่อยู่ระดับต่ำ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอตัว และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
จีนไม่ได้ลดความสำคัญของทอง แต่กำลังเปลี่ยนวิธีถือทอง
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญมาจากจีน หลังเริ่มลดบทบาทการซื้อขาย Paper Gold ผ่านธนาคารพาณิชย์ และส่งเสริมการถือครองทองคำจริงมากขึ้น
แม้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรและความผันผวนในระบบการเงิน แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจสะท้อนการเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “การเก็งกำไรระยะสั้น” ไปสู่ “การถือครองสินทรัพย์จริง”
แนวโน้มดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณว่า ตลาดทองคำในอนาคตอาจไม่ได้ขับเคลื่อนจากแรงซื้อเพื่อเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความต้องการถือครองทองคำจริงในฐานะสินทรัพย์สร้างความมั่นคง
ทองคำกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “สินทรัพย์ลงทุน” สู่ “สินทรัพย์ยุทธศาสตร์”
การเพิ่มการถือครองทองคำของธนาคารกลาง ไม่ได้หมายความว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในทุกช่วงเวลา ในระยะสั้น ราคาทองคำยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยสำคัญ เช่น ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ ผลตอบแทนพันธบัตร และความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไป คือบทบาทของทองคำในระบบการเงินโลก
เพราะในวันที่โลกกำลังแข่งขันด้าน AI เทคโนโลยี และสินทรัพย์ดิจิทัล สินทรัพย์แห่งอนาคตอาจสร้างการเติบโต แต่สินทรัพย์ที่ธนาคารกลางเลือกถือกลับยังเป็นทองคำ
นี่อาจสะท้อนว่า สำหรับผู้กำหนดนโยบาย ทองคำไม่ได้มีบทบาทเพียงเพื่อสร้างผลตอบแทน แต่เป็นเครื่องมือรักษาความมั่นคงของทุนสำรอง
ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงวัฏจักรราคาทองคำรอบใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทของทองคำจาก “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” กลับมาเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ของระบบการเงินโลกอีกครั้ง
- สัญญาณเฟดเปลี่ยนเกม ชี้หนุนทองคำทดสอบ 4,200$ ทองไทยแตะ 66,700 บาท
- ทองร่วง $84.64 ดอลลาร์-บอนด์ยีลด์พุ่ง กังวลทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่าน-ฮูตี
- ทองขึ้น $68.98 จากสงครามการค้าเสี่ยงปะทุระลอกใหม่
- ทองโลกพุ่งทะยานยืนเหนือ $4,000 ขานรับข้อเสนอหยุดยิงครั้งใหม่
- กูรูทองคำเตือน! หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยรับพิษสงคราม "ทองคำ" มีสิทธิ์ร่วงแตะ 3,600 เหรียญ
ที่มาข้อมูล : TNN Wealth รวบรวม
ที่มารูปภาพ : TNN Wealth
