คาดฟันด์โฟลว์หนุนหุ้นไทย 1,644 จุด เตือนระวังบิตคอยน์

Share on Line Share on Facebook Share on X

บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ประเมินทิศทางเงินทุนไหลเข้าหุ้นไทย พร้อมเตือนความเสี่ยงกลยุทธ์ลงทุน Bitcoin

สรุปมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนจากรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยนายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่น่าสนใจไว้ดังนี้

ทิศทางเงินบาทและ Fund Flow

สถานการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม้จะปรากฏตัวเลขติดลบหนักถึง 6.4 พันล้าน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากดุลบริการ (Net Service) ที่ติดลบเยอะจากรายการเงินโอนอันเนื่องมาจากการจ่ายเงินปันผล ทว่าในส่วนของดุลการค้ากลับมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยลดการติดลบจาก 6.8 พันล้าน เหลือติดลบเพียง 2.6 พันล้าน ซึ่งสะท้อนว่าในเดือนมิถุนายนดุลการค้าอาจติดลบน้อยลงหรือพลิกกลับมาเกินดุลได้จากการนำเข้าพลังงานที่ลดต่ำลงตามราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจำเป็นต้องไต่กลับมาเป็นบวกให้ได้ราว 1.1 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อให้ตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีเป็นศูนย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่า ประกอบกับเงินเยนที่อ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี ทำให้ทางการญี่ปุ่นเตรียมพร้อมดำเนินมาตรการเด็ดขาดในการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทันที ปัจจัยบวกเหล่านี้จะช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

สรุปข่าว

ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังส่งสัญญาณฟื้นตัวและเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ลุ้นดัชนีทดสอบ 1,644 จุด รับอานิสงส์เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้า จากปัจจัยดุลบัญชีเดินสะพัดฟื้นตัวและโอกาสที่ญี่ปุ่นจะแทรกแซงค่าเงินเยน ด้านดอกเบี้ยเฟดประเมินว่าโอกาสปรับขึ้น 3 ครั้งเป็นไปได้ยาก พร้อมเตือนระวังความเสี่ยงการลงทุน Bitcoin จากโมเดลระดมทุนของบริษัทใหญ่ที่นำเงินต้นมาหมุนจ่ายผลตอบแทน ซึ่งมีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่

บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ประเมินทิศทางเงินทุนไหลเข้าหุ้นไทย พร้อมเตือนความเสี่ยงกลยุทธ์ลงทุน Bitcoin

สรุปมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนจากรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยนายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่น่าสนใจไว้ดังนี้

ทิศทางเงินบาทและ Fund Flow

สถานการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม้จะปรากฏตัวเลขติดลบหนักถึง 6.4 พันล้าน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากดุลบริการ (Net Service) ที่ติดลบเยอะจากรายการเงินโอนอันเนื่องมาจากการจ่ายเงินปันผล ทว่าในส่วนของดุลการค้ากลับมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยลดการติดลบจาก 6.8 พันล้าน เหลือติดลบเพียง 2.6 พันล้าน ซึ่งสะท้อนว่าในเดือนมิถุนายนดุลการค้าอาจติดลบน้อยลงหรือพลิกกลับมาเกินดุลได้จากการนำเข้าพลังงานที่ลดต่ำลงตามราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจำเป็นต้องไต่กลับมาเป็นบวกให้ได้ราว 1.1 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อให้ตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีเป็นศูนย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่า ประกอบกับเงินเยนที่อ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี ทำให้ทางการญี่ปุ่นเตรียมพร้อมดำเนินมาตรการเด็ดขาดในการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทันที ปัจจัยบวกเหล่านี้จะช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย

หากกระแสเงินทุนไหลเข้า คาดว่าจะมุ่งไปที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นอันดับแรก รองลงมาคือกลุ่มไฟแนนซ์ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย (Safe) ที่สุด โดยแนะนำกลยุทธ์การเลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy) สำหรับเป้าหมายของดัชนี (SET Index) หากสามารถทะลุผ่าน 1,610 จุดไปได้ จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบที่ 1,644 จุด

นอกจากนี้ หุ้นสายการบินยังมีความน่าสนใจจากการได้รับประโยชน์เมื่อราคาน้ำมันเริ่มแผ่วลง โดยแนะนำหุ้น AAV เนื่องจากมองว่าราคาถูกและหุ้นตัวอื่นในอุตสาหกรรมราคาปรับขึ้นไปแล้ว

มุมมองดอกเบี้ย และความเสี่ยงสินทรัพย์อื่น

  • กรณีที่มีสถาบันการเงินคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจ "ขึ้นดอกเบี้ย" ถึง 3 ครั้งในปีนี้ นายประกิตประเมินว่าเป็นไปได้ยากมากและไม่น่าจะเกิดขึ้น คาดว่าอย่างมากที่สุดคือขึ้นเพียง 1 ครั้ง หรืออาจจะไม่ปรับขึ้นเลย

  • ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทางแบงก์ชาติได้ระบุไว้ว่าการจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้นั้นจะต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมจริงๆ เท่านั้น

  • สำหรับราคาทองคำ ปัจจุบันถูกมองว่าอยู่นอกกระแส (Out) และอยู่ในสภาวะทรงตัว คือไม่ขึ้นและไม่ลง

  • "อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ที่น่ากังวลคือ Bitcoin โดยยกตัวอย่างกลยุทธ์ของบริษัท ไมโครสแตรทิจี (MicroStrategy) ที่ใช้วิธี ระดมทุนโดยการันตีผลตอบแทนให้นักลงทุน จากนั้นนำเงินต้นที่ได้มาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนหนึ่งนำไปซื้อบิตคอยน์ และอีกส่วนนำมาหมุนจ่ายเป็นดอกเบี้ย ซึ่งการเอาเงินต้นมาแปลงเป็นดอกเบี้ยจ่ายให้นักลงทุนลักษณะนี้ มีความคล้ายคลึงกับแชร์ลูกโซ่" หากราคาสินทรัพย์ไม่ปรับตัวขึ้นต่อ หรือไม่สามารถระดมทุนเพื่อนำมาจ่ายดอกเบี้ยได้ จะกลายเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน