อัพ GDP ไทยปี 69 โต 2% ส่งออก-ลงทุน หนุน ด้านครัวเรือน - SME ยังเปราะบาง

Share on Line Share on Facebook Share on X
อัพ GDP ไทยปี 69 โต 2%  ส่งออก-ลงทุน หนุน  ด้านครัวเรือน - SME ยังเปราะบาง

SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% สูงกว่ามุมมองเดิม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน


นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน SCB EIC กล่าวว่า การปรับประมาณการได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยของภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุน และการที่สถาบันจัดอันดับเครดิตอย่าง Fitch และ S&P ยืนยันมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับ Stable Outlook และปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบในปีนี้ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่ามาตรการนี้จะมีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 0.6% หากไม่มีมาตรการจากภาครัฐเข้ามาช่วยกระตุ้นในไตรมาส 3/69 เศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในขาลงที่ชัดเจนมาก


ส่วนของโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยเหลือครัวเรือน คาดว่าจะส่งผลดีต่อการบริโภคในประเทศ โดยประเมินค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) ของมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้ไว้ที่ประมาณ 0.5-0.6% เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยลดการนำเข้าและเน้นการใช้จ่ายในประเทศได้ดีกว่าการโอนเงินสดทั่วไป 


-เพิ่มเป้านทท.ต่างชาติเป็น 32.5 ล้านคน


ในส่วนภาคการท่องเที่ยว แม้ในจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก แต่คาดการณ์ว่าครึ่งปีหลังสถานการณ์จะเริ่มทรงตัว และมีแนวโน้มดีขึ้นจากราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ปรับลดลงค่อนข้างเร็ว ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง ดังนั้น จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติใหม่เป็น 32.5 ล้านคน โดยในช่วง 5 เดือนแรกรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นบวกอยู่ที่ประมาณ 1% แม้จำนวนนักท่องเที่ยวในบางช่วงจะเป็นลบก็ตาม อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวยังต้องเจอความท้าทายจากการแข่งขันในเอเชียยังรุนแรงต่อเนื่อง เพราะหลายประเทศต่างปรับกลยุทธ์ดีมานด์ในช่วงที่การท่องเที่ยวโลกยังชะลอตัว


-ลดคาดการณ์เงินเฟ้อเหลือ 2.6%


ในส่วนของเงินเฟ้อไทย SCB EIC ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ปีนี้ลงมาเหลือ 2.6% โดยมองว่าเงินเฟ้อจะทยอยปรับสูงขึ้นและอาจไปพีคในช่วงไตรมาส 4/69 เนื่องจากปัจจัยด้านราคาอื่น ๆ ที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และอยู่ภายใต้กรอบนโยบาย ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือผ่านกองทุนน้ำมันถือว่าประสบความสำเร็จในระยะสั้น แม้จะติดลบไปแต่ปัจจุบันอยู่ในช่วงทยอยเก็บคืน


อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลาง และ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลง และภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง


แม้ว่าแรงพยุงจากมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป


SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2570 จะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้า ตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุน และการส่งออกที่กระจุกตัว และพึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐที่มี Policy space ลดลง และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะการเงินที่ตึงตัว

สรุปข่าว

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2% จากเดิม 1.7% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทาง และสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดี แต่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลาง และ SMEs ยังเปราะบาง

SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% สูงกว่ามุมมองเดิม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้า จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าคาด สถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดค่าครองชีพ การกระตุ้นการใช้จ่าย และการลงทุนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน


นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน SCB EIC กล่าวว่า การปรับประมาณการได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยของภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุน และการที่สถาบันจัดอันดับเครดิตอย่าง Fitch และ S&P ยืนยันมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับ Stable Outlook และปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบในปีนี้ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่ามาตรการนี้จะมีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 0.6% หากไม่มีมาตรการจากภาครัฐเข้ามาช่วยกระตุ้นในไตรมาส 3/69 เศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในขาลงที่ชัดเจนมาก


ส่วนของโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยเหลือครัวเรือน คาดว่าจะส่งผลดีต่อการบริโภคในประเทศ โดยประเมินค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) ของมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้ไว้ที่ประมาณ 0.5-0.6% เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยลดการนำเข้าและเน้นการใช้จ่ายในประเทศได้ดีกว่าการโอนเงินสดทั่วไป 


-เพิ่มเป้านทท.ต่างชาติเป็น 32.5 ล้านคน


ในส่วนภาคการท่องเที่ยว แม้ในจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก แต่คาดการณ์ว่าครึ่งปีหลังสถานการณ์จะเริ่มทรงตัว และมีแนวโน้มดีขึ้นจากราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ปรับลดลงค่อนข้างเร็ว ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง ดังนั้น จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติใหม่เป็น 32.5 ล้านคน โดยในช่วง 5 เดือนแรกรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นบวกอยู่ที่ประมาณ 1% แม้จำนวนนักท่องเที่ยวในบางช่วงจะเป็นลบก็ตาม อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวยังต้องเจอความท้าทายจากการแข่งขันในเอเชียยังรุนแรงต่อเนื่อง เพราะหลายประเทศต่างปรับกลยุทธ์ดีมานด์ในช่วงที่การท่องเที่ยวโลกยังชะลอตัว


-ลดคาดการณ์เงินเฟ้อเหลือ 2.6%


ในส่วนของเงินเฟ้อไทย SCB EIC ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ปีนี้ลงมาเหลือ 2.6% โดยมองว่าเงินเฟ้อจะทยอยปรับสูงขึ้นและอาจไปพีคในช่วงไตรมาส 4/69 เนื่องจากปัจจัยด้านราคาอื่น ๆ ที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และอยู่ภายใต้กรอบนโยบาย ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือผ่านกองทุนน้ำมันถือว่าประสบความสำเร็จในระยะสั้น แม้จะติดลบไปแต่ปัจจุบันอยู่ในช่วงทยอยเก็บคืน


อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ยังคงทยอยส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจริง และจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลาง และ SMEs ยังเปราะบาง จากรายได้ที่ชะลอลง และภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง


แม้ว่าแรงพยุงจากมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก ก่อนที่แรงส่งนี้จะชะลอลงในช่วงสิ้นปี ขณะที่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไป


SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2570 จะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดจากแรงขับเคลื่อนใหม่ในการยกระดับการเติบโตในระยะกลาง ขณะที่แรงขับเคลื่อนเดิมยังมีข้อจำกัด ทั้งการบริโภคที่ฟื้นตัวช้า ตามกระบวนการ Deleveraging ของภาระหนี้ในภาคครัวเรือน การลงทุน และการส่งออกที่กระจุกตัว และพึ่งพาการนำเข้าสูง งบประมาณของภาครัฐที่มี Policy space ลดลง และความเปราะบางของ SMEs ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะการเงินที่ตึงตัว

-ศก.ไทยฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น กระจุกตัวในธุรกิจใหญ่-กลุ่มเทคโนโลยี ส่วนครัวเรือน-SMEs ยังเปราะบาง


SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI, Data center อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนและการส่งออกบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการนำเข้าสูง ทำให้ผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การจ้างงานและรายได้ในวงกว้างยังมีข้อจำกัด


ในทางกลับกัน ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลางและ SMEs ยังเผชิญความเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาระหนี้สูง ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัวได้จำกัด และทำให้ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจบริการบางกลุ่ม ยังเผชิญแรงกดดันต่อยอดขาย สภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ ความแตกต่างของการฟื้นตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจและกลุ่มครัวเรือนจะเป็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป


-นโยบายการเงินมีข้อจำกัด คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีนี้


SCB EIC ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชน และภาคธุรกิจในระยะยาว ยังไม่ถูกกระทบ ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้ จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อ และค่าเงินอ่อนค่า เช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค


ส่วนในปี 70 มองว่า กนง. อาจพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากแรงกดดันจากเงินเฟ้อ และผลจากมาตรการภาครัฐหมดลง โดยประเมินว่าดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับ 0.75%


ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและ SME จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า


-คาดกรอบบาทสิ้นปี 32.0-33.0


สถานการณ์ค่าเงินบาทปีนี้มี นายยรรยง กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 3% และตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางอ่อนค่าไปประมาณ 5% อย่างไรก็ตาม มองว่าค่าเงินบาทไทยยังมีเสถียรภาพมากกว่าหลายประเทศในอาเซียน เนื่องจากไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่สูงมาก ทั้งเมื่อเทียบกับ GDP และหนี้ต่างประเทศระยะสั้น โดยเงินบาทปี 69 อ่อนค่าตามค่าเงินในภูมิภาค คาดกรอบบาทสิ้นปีนี้ 32.00-33.00 ส่วนปี 70 คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.50-32.50 บาท/ดอลลาร์


สำหรับมุมมองต่อเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภายใน 12 ปีข้างหน้า นายยรรยง กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายเช่นนี้ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น และเชื่อว่าเป้าหมายนี้เป็นไปได้ หากเกิดความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน


ปันายยรรยง ระบุว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องการตั้งเป้าหมายหรือการมีแผนงาน เพราะไทยมีแผนงานและเป้าหมายจำนวนมาก แต่จุดอ่อนสำคัญคือการนำไปปฏิบัติ และความต่อเนื่องของนโยบาย ดังนั้น ควรมีการกำหนดแผนงานและ KPI ที่ชัดเจน, การปฏิรูปกฎระเบียบ และการใช้ปัจจัยภายนอกช่วยกระตุ้น เช่น เข้าเป็นสมาชิก OECD หรือการทำข้อตกลง FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เป็นต้น