ภาคธุรกิจย่ำแย่ต้นทุนสูงหนี้พุ่ง ครัวเรือนกระทบหนัก

Share on Line Share on Facebook Share on X

สงครามในตะวันออกกลาง ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมันโลก แต่กำลังลามมาถึงโรงงานและภาคธุรกิจไทยแล้วธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยในรายงานนโยบายการเงินไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า ภาคธุรกิจกว่า 80% กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก จากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นรวดเร็ว จนรุนแรงกว่าช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน

ขณะเดียวกัน เส้นทางเดินเรือทั่วโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องขนส่งสินค้าอ้อมเส้นทางเดิม ส่งผลให้ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยสงครามเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเริ่มเห็นสัญญาณวัตถุดิบตึงตัวในหลายอุตสาหกรรม โดยผลสำรวจพบว่ากว่า 41% ของภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัญหาวัตถุดิบบางประเภทขาดแคลน หรือเริ่มจัดหาได้ยากขึ้นหนึ่งในสินค้าที่น่ากังวลที่สุดคือ น้ำมันดิบ เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 59% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมดรวมถึงเม็ดพลาสติก ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้เกือบ 90% ส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายต้องลดกำลังการผลิตชั่วคราว ขณะที่ผู้ประกอบการที่ยังเดินหน้าผลิตได้ ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างมาก  ผลกระทบดังกล่าวกำลังส่งต่อไปยังผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก อาหารสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก

นอกจากนี้ ผู้ขายวัตถุดิบบางรายยังเริ่มเข้มงวดเงื่อนไขการชำระเงิน โดยเรียกเก็บเป็นเงินสดแทนการให้เครดิตการค้า ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องจำกัด อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยยูเรีย ซึ่งไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วน 34% และ 71% ตามลำดับ

ปัจจุบันเริ่มพบการเร่งกักตุนปุ๋ยในบางพื้นที่ ส่งผลให้ราคาปุ๋ยยูเรียปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20-50% และบางจังหวัดเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนชั่วคราว แม้จะมีการนำเข้าจากประเทศอื่นมาทดแทน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมดหากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบต่อการนำเข้าปุ๋ยในช่วงฤดูเพาะปลูก เกษตรกรอาจจำเป็นต้องลดการใช้ปุ๋ย ซึ่งจะส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร และลามไปสู่อุตสาหกรรมอาหารและอาหารแปรรูปในระยะถัดไป


สรุปข่าว

ธปท.สำรวจพบภาคธุรกิจต้นทุนพุ่งจากราคาพลังงาน-ขนส่ง จากผลของสงคราม วัตถุดิบเริ่มขาดแคลนหาของยาก ราคาสูงขึ้นจนลามไปกระทบความสามารถในการชำระหนี้ ภาคครัสเรือนได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

สงครามในตะวันออกกลาง ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมันโลก แต่กำลังลามมาถึงโรงงานและภาคธุรกิจไทยแล้วธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยในรายงานนโยบายการเงินไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า ภาคธุรกิจกว่า 80% กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก จากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นรวดเร็ว จนรุนแรงกว่าช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน

ขณะเดียวกัน เส้นทางเดินเรือทั่วโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องขนส่งสินค้าอ้อมเส้นทางเดิม ส่งผลให้ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยสงครามเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเริ่มเห็นสัญญาณวัตถุดิบตึงตัวในหลายอุตสาหกรรม โดยผลสำรวจพบว่ากว่า 41% ของภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัญหาวัตถุดิบบางประเภทขาดแคลน หรือเริ่มจัดหาได้ยากขึ้นหนึ่งในสินค้าที่น่ากังวลที่สุดคือ น้ำมันดิบ เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 59% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมดรวมถึงเม็ดพลาสติก ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้เกือบ 90% ส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายต้องลดกำลังการผลิตชั่วคราว ขณะที่ผู้ประกอบการที่ยังเดินหน้าผลิตได้ ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างมาก  ผลกระทบดังกล่าวกำลังส่งต่อไปยังผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก อาหารสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก

นอกจากนี้ ผู้ขายวัตถุดิบบางรายยังเริ่มเข้มงวดเงื่อนไขการชำระเงิน โดยเรียกเก็บเป็นเงินสดแทนการให้เครดิตการค้า ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องจำกัด อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยยูเรีย ซึ่งไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วน 34% และ 71% ตามลำดับ

ปัจจุบันเริ่มพบการเร่งกักตุนปุ๋ยในบางพื้นที่ ส่งผลให้ราคาปุ๋ยยูเรียปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20-50% และบางจังหวัดเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนชั่วคราว แม้จะมีการนำเข้าจากประเทศอื่นมาทดแทน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมดหากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบต่อการนำเข้าปุ๋ยในช่วงฤดูเพาะปลูก เกษตรกรอาจจำเป็นต้องลดการใช้ปุ๋ย ซึ่งจะส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร และลามไปสู่อุตสาหกรรมอาหารและอาหารแปรรูปในระยะถัดไป


ขณะที่อีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญที่ต้องจับตา คือ ฮีเลียม ซึ่งไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 57% โดยฮีเลียมเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ และการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แม้ว่าปัจจุบันผู้ผลิตต้นน้ำยังมีสต๊อกเพียงพอสำหรับการผลิตอีกประมาณ 5-6 เดือน แต่หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อไปจนถึงปลายปี ภาคธุรกิจกังวลว่าปัญหาวัตถุดิบตึงตัวอาจลุกลามกลายเป็นภาวะขาดแคลนรุนแรงและเมื่อวัตถุดิบขาด ต้นทุนสูง การผลิตสะดุด ผลกระทบสุดท้ายอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงงาน แต่จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของคนไทยทุกคนในที่สุด

สงครามตะวันออกกลางที่ลากยาว ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมันโลกหรือค่าครองชีพเท่านั้น แต่กำลังสร้างแรงกดดันต่อ "ความสามารถในการชำระหนี้" ของคนไทยและภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ระบุว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่อาจซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจของไทยในระยะต่อไป

โดยกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ภาคครัวเรือนเมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการเดินทางก็เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิดทยอยปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง และเหลือเงินสำหรับผ่อนชำระหนี้น้อยลง กลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด คือ ครัวเรือนรายได้น้อย และครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูง เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้และค่าครองชีพมากกว่ากลุ่มอื่น


สะท้อนจากข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ยังพบสัญญาณน่าห่วงเพิ่มเติมโดยบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท มีจำนวนลูกหนี้ที่ค้างชำระ 31-90 วัน หรือกลุ่มหนี้ที่ถูกจัดชั้นเป็น "กล่าวถึงเป็นพิเศษ" หรือ SM เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดปี 2568 เป็นสัญาณชี้ชัดว่าลูกหนี้จำนวนไม่น้อยเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้อยู่แล้ว และหากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสียก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ส่วนภาคธุรกิจก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน//ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น กำลังกัดกินกำไรและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME  โดยกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบหนัก คือ ธุรกิจที่ใช้พลังงานและค่าขนส่งในสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจขนส่ง โลจิสติกส์ ประมง สายการบิน และระบบขนส่งสาธารณะ

กลุ่มที่สอง คือ ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเคมีและพลังงานเป็นหลักเช่น อุตสาหกรรมพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง  ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ ธุรกิจปลายน้ำที่ต้องใช้วัตถุดิบเหล่านี้ในการดำเนินกิจการ เช่นร้านอาหาร อาหารแปรรูป ภาคเกษตร ค้าปลีก ค้าส่ง และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์

กลุ่มที่กระทบหนักคือ SME ที่มีสภาพคล่องจำกัด และไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ โดยข้อมูลจากเครดิตบูโรยังชี้ว่า SME ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท มีสัดส่วนหนี้ที่เริ่มมีปัญหาและหนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมานานหลายปี สะท้อนว่าธุรกิจกลุ่มนี้มีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว และหากต้นทุนพลังงานยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรณีฐาน สศช. คาดว่าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายได้ภายในครึ่งแรกของปี 2569 และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติ ราคาน้ำมันโลกจะทยอยปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีขณะที่ภาครัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือหลายด้าน ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โครงการช่วยลดต้นทุนพลังงาน สินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจ และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ การส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างเพราะหากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน ไม่เพียงค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจเร่งให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจรุนแรงขึ้น จนกลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป


ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม

ที่มารูปภาพ : TNN