3 กูรู ส่องทิศทาง หุ้น-ทอง-กองทุน เปิดกลยุทธ์ผู้ชนะ รับมือโลกเปลี่ยน

Share on Line Share on Facebook Share on X
3 กูรู ส่องทิศทาง หุ้น-ทอง-กองทุน เปิดกลยุทธ์ผู้ชนะ รับมือโลกเปลี่ยน

TNN16 จัดงานสัมนาการลงทุน ในหัวข้อ "Beat The War" กลยุทธ์ผู้ชนะ รับมือเกมลงทุนโลกเปลี่ยน โดยมีนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในทุกสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ และกองทุนรวม มาให้มุมมองด้านการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้

สรุปข่าว

สินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกยังคงต้องเผชิญกับความผันผวน จากสถานการณ์สงครามในตะวันอกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมายังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

TNN16 จัดงานสัมนาการลงทุน ในหัวข้อ "Beat The War" กลยุทธ์ผู้ชนะ รับมือเกมลงทุนโลกเปลี่ยน โดยมีนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในทุกสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ และกองทุนรวม มาให้มุมมองด้านการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้

โดยนาย สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์เงินเฟ้อของประเทศไทย และสหรัฐอเมริกาในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 มีโอกาสที่จะรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเงินเฟ้อไทยอยู่ในกรอบ 3.5-4.0% ซึ่งการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของเงินเฟ้อมาจากสาเหตุด้านราคาพลังงาานที่เพิ่มสูงขึ้น หรือ Cost Push เป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ที่ผ่านมาเงินเฟ้อในระดับที่ไม่เกิน 4% ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนได้ แต่ถ้าหากเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นทะลุระดับที่ 5% จะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน

ขณะที่เงินเฟ้อของสหรัฐเมริกาคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 4.0-4.5% แต่มีสาเหตุ่แตกต่างจากประเทศไทยเนื่องจากเงินเฟ้อของสหรัฐฯเป็นผลมาจากทั้งฝั่งของ Supply และ Demand การบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น การจ้างงานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ทำให้เกิดการบริโภคในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการเปิดตัวสินค้าเทคโนโลยี เช่น iPhone และ AI เป็นต้น ที่คาดว่าจะมีราคาสูงขึ้น จะเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงต่อไป ส่งผลให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะยังคงดอกเบี้ยทั้งปีที่ระดับ 3.50-3.75% เป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงมาในช่วงก่อนหน้ามีโอกสที่จะรีบาวน์กลับขึ้นไปได้

ขณะที่ภาพรวมของการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯหลังจากการเข้า IPO ของ SpaceX และราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างร้อนแรง จนระดับ P/E ที่ซื้อขายราว 90 เท่า สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่กำลังจะมี IPO ตามมาอีกทั้ง OpenAI และ Antrophic ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าใกล้เคียงกันที่ 8.5-9.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการปรับเพิ่มขึ้นของ P/E หุ้นเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปตามการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของ ROE แต่จากมุมมองนักวิเราะห์มีโอกาสที่ ROE จะปรับตัวลดลงพักฐานในช่วงปลายปี 2027 จากความกังวลในโครงการที่มีมูลค่าสูง และการแข่งขันที่ดุเดือด และอาจจะเกิดการเปลี่ยนทิศทางของ Fund Flow ออกจากกลุ่มเทคโนโลยี มายังกลุ่มที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมจาก AI และ Data Center เช่น Finance และ Commerce เป็นต้น

ส่วนภาพรวมของการลงทุนในหุ้นไทยนั้น ด้วยระดับดัชนีที่ 1,506-1,584 ที่ระดับ P/E 16 เท่า ยังถือว่าเป็นโอกาสในการลงทุน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาท และการคลี่คลายลงของสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซมีโอกาสกลับมาเปิดการเดินเรือได้อีกครั้ง โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ท่องเที่ยว, ค้าปลีก, ธนาคาร, สินเชื่อ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มที่มีความเสี่ยงคือกลุ่มปิโตรเคมี 

ขณะที่นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จํากัด กล่าวว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักในการลงทุน และถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเห็นการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่านในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 แต่สงครามก็ยังไม่ได้จบลงอย่างถาวร โดยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามประกอบไปด้วย ความแข็งแกร่งของหุ้น AI ที่จะสามารถขับเคลื่อนตลาดให้ไปต่อได้ และควาามเสี่ยงของความไม่สงบระหว่างประเทศที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงยังคงเผชิญกับความผันผวน

ด้านการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางแต่ละประเทศยังคงต้องติดตาม โดยเฉพาะในสหรัฐฯที่การแข่งขันฟุตบอลโลกหนุนการบริโภค และการจ้างงาน รวมถึงตลาดหุ้นที่แข็งแกร่วงจากหุ้น AI เป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุน S&P 500 ให้เติบโตได้อย่างโดดเด่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และการเข้า IPO ของ SpaceX จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ต่อไป

ส่วนภาพรวมของการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ยังคงต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ว่าจะมีทิศทางอย่างไร แต่มีโอกาสสูงที่จะคงดอกเบี้ยต่อไป จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังคงร้อนแรง ขณะที่การลงทุนในหุ้นไทย ดัชนีที่ 1,560 จุด และ P/E อยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ต้องจับตาว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะได้ผลแค่ไหน สามารถกระตุ้น GDP ให้เติบโตในปีนี้ได้มากกว่าในระดับ 1.5-2.0% ได้หรือไม่

ด้านนายวรุต รุ่งขํา ผู้อํานวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์สจํากัด กล่าวถึงทิศทางราคาทองคำว่า ราคาทองคำยังคงมีความผันผวนสูงตามสถานการณ์ของสงครามที่ยังไม่มีความแน่นอน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อ โดยการลงทุนในระยะสั้นยังคงมีความผันผวน แต่สำหรับการลงทุนระยะยาวยังคงสามารถซื้อสะสมเมื่อราคาย่อตัวได้

ขณะที่สภาทองคำโลกระบุถึงทิศทางความเป็นไปได้ของราคาทองคำใน 4 สถานการณ์ ประกอบไปด้วย

สถานการณ์ที่สงครามขยายวงไปยังระดับภูมิภาค ราคาทองคำมีโอกาสกลับขึ้นไปแต่ที่ 5,600 ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับในช่วงเริ่มต้นสงคราม โดยประเมินกรอบล่างของราคาที่ 4,965 ดอลลาร์

สถานการณ์ที่เกิดเศรษฐกิจถดถอย การบริโภคชะลอตัวลง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น กรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองจะอยู่ที่ 4,553-4,965 ดอลลาร์

สถานการณ์ที่เศรษฐกิจทรงตัวไม่ได้ดูดีขึ้น หรือแย่ลงกว่าในปีที่ผ่านมา ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบที่บวกลบ 5%

สถานการณ์ที่มีการขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองมีโอกาสปรับตัวลดลงรุนแรงในกรอบ 20% ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยต้องติดตามปัจจัยความผันผวนของสงครามเป็นหหลัก ซึ่งถึงแม้ว่ารายงานของธนาคารกลางสหรัฐฯในเดือนมีนาคม จะระบุถึงโอกาสในการคงดอกเบี้ย หรืออาจจะลดดอกเบี้ย แต่การเข้ามาของประธานเฟดคนใหม่อาจจะเกิดความเห็นที่แตกต่างกันได้

ทิศทางของราคาทองคำในปีนี้อาจจะแตกต่างกับในปีที่ผ่านมาที่การขับเคลื่อนมาจากนักลงทุนสถาบัน หรือธนาคารกลางเป็นหลัก แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นการเก็งกำไรจากนักลงทุนรายย่อย ซึ่งจากตัวเลขกองทุน SPDR ที่ผ่านมา ขายสุทธิ 3 เดือนติด และในเดือนมิถุนายนก็ยังคงสถานะขายสุทธิในรอบ 15 วัน แต่ถ้าหากราคาทองคำใกล้กรอบล่าง และหุ้นเทคเกิดการพักฐานก็มีโอกาสที่แรงซื้อทองคำจะกลับมาได้ โดยแนวรับสำคัญของราคาทองคำในระยะสั้นจะอยู่ที่ 4,023-4,100 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าไม่หลุดแนวรับนี้ ราคาทองคำจะเกิดการพักฐาน

ที่มาข้อมูล : TNN16 Beat The War

ที่มารูปภาพ : TNN

Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน