ลูกค้าหาย-ยอดขายวูบ! ร้านอาหารในระบบภาษี วอนรัฐ ขอร่วม “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”

Share on Line Share on Facebook Share on X

ร้านอาหารยอดขายวูบ! สมาคมภัตตาคารไทยวอนรัฐบาลขยายสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ชี้ผู้เสียภาษีถูกต้องกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


สมาคมภัตตาคารไทยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ขอขยายสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ไปยังร้านอาหารรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี หลังยอดขายลดลงต่อเนื่องจากผู้บริโภคหันใช้จ่ายในร้านที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมชี้ผู้ประกอบการในระบบภาษีกำลังได้รับผลกระทบหนัก


เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจร้านอาหารกำลังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เริ่มเดินหน้ามาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา


แม้โครงการจะได้รับเสียงชื่นชมในฐานะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อยจำนวนมากทั่วประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนไม่น้อยกลับมองว่ากำลังเผชิญผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการดังกล่าว


หลายร้านระบุว่ายอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้บริโภคหันไปใช้จ่ายในร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้มากกว่า ส่งผลให้ร้านอาหารที่อยู่นอกเกณฑ์ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลางที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง


บรรยากาศในหลายพื้นที่เริ่มสะท้อนภาพความเงียบเหงา และกลายเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์จากมาตรการเดียวกันมากจนเกินไป


สุกี้ตี๋น้อยสะท้อนภาพชัด ลูกค้าหายหลังเริ่มโครงการ


หนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการออกมาแสดงจุดยืนของ “สุกี้ตี๋น้อย” ร้านบุฟเฟต์ชื่อดังที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ


เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 แฟนเพจของสุกี้ตี๋น้อย ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ดีและประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและ SME แต่เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ผลที่เกิดขึ้นคือจำนวนลูกค้าลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่โครงการเริ่มดำเนินการ 


บริษัทจึงตัดสินใจใช้ช่วงเวลาที่ลูกค้าลดลงเป็นโอกาสในการปรับปรุงสาขาที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 6 ปี จำนวน 3 สาขา โดยมีกำหนดกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2569 หลังสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส


แม้การปรับปรุงสาขาจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจที่วางไว้ล่วงหน้า แต่การที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับประเทศออกมายอมรับว่าจำนวนลูกค้าลดลงจากผลของโครงการ ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน


เมื่อประชาชนมีส่วนลดจากภาครัฐ การตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านอาหารจึงอาจขึ้นอยู่กับการเข้าร่วมโครงการมากกว่าปัจจัยอื่น

สมาคมภัตตาคารไทยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ขอขยายสิทธิร้านอาหาร


สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเคลื่อนไหวล่าสุดของสมาคมภัตตาคารไทย ที่ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40


นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ระบุว่า สมาคมเห็นด้วยกับแนวคิดของโครงการที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดของเงื่อนไขการเข้าร่วม


โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลางที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จ่ายภาษีอย่างครบถ้วน มีการจ้างงานอย่างเป็นทางการ และส่งเงินสมทบประกันสังคมให้พนักงาน


ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จำนวนมากมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2-5 ล้านบาทต่อปี มียอดขายต่อวันประมาณ 10,000-30,000 บาท และมีพนักงานประจำตั้งแต่ 5-20 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและการจ้างงานในชุมชน


อย่างไรก็ตาม ด้วยเกณฑ์รายได้ของโครงการที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเข้าร่วมต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทำให้ร้านอาหารจำนวนมากถูกตัดสิทธิออกจากโครงการ แม้จะยังเป็นผู้ประกอบการรายเล็กในทางปฏิบัติก็ตาม



สรุปข่าว

สมาคมภัตตาคารไทยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ขอทบทวนเกณฑ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 และขยายสิทธิให้ร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลางที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วมได้มากขึ้น ผู้ประกอบการชี้ยอดขายลดลงอย่างหนักหลังเริ่มโครงการ ขณะที่ร้านที่เสียภาษีถูกต้องกลับไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

ร้านอาหารยอดขายวูบ! สมาคมภัตตาคารไทยวอนรัฐบาลขยายสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ชี้ผู้เสียภาษีถูกต้องกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


สมาคมภัตตาคารไทยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ขอขยายสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ไปยังร้านอาหารรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี หลังยอดขายลดลงต่อเนื่องจากผู้บริโภคหันใช้จ่ายในร้านที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมชี้ผู้ประกอบการในระบบภาษีกำลังได้รับผลกระทบหนัก


เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจร้านอาหารกำลังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เริ่มเดินหน้ามาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา


แม้โครงการจะได้รับเสียงชื่นชมในฐานะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อยจำนวนมากทั่วประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนไม่น้อยกลับมองว่ากำลังเผชิญผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการดังกล่าว


หลายร้านระบุว่ายอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้บริโภคหันไปใช้จ่ายในร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้มากกว่า ส่งผลให้ร้านอาหารที่อยู่นอกเกณฑ์ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลางที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง


บรรยากาศในหลายพื้นที่เริ่มสะท้อนภาพความเงียบเหงา และกลายเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์จากมาตรการเดียวกันมากจนเกินไป


สุกี้ตี๋น้อยสะท้อนภาพชัด ลูกค้าหายหลังเริ่มโครงการ


หนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการออกมาแสดงจุดยืนของ “สุกี้ตี๋น้อย” ร้านบุฟเฟต์ชื่อดังที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ


เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 แฟนเพจของสุกี้ตี๋น้อย ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ดีและประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและ SME แต่เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ผลที่เกิดขึ้นคือจำนวนลูกค้าลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่โครงการเริ่มดำเนินการ 


บริษัทจึงตัดสินใจใช้ช่วงเวลาที่ลูกค้าลดลงเป็นโอกาสในการปรับปรุงสาขาที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 6 ปี จำนวน 3 สาขา โดยมีกำหนดกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2569 หลังสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส


แม้การปรับปรุงสาขาจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจที่วางไว้ล่วงหน้า แต่การที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับประเทศออกมายอมรับว่าจำนวนลูกค้าลดลงจากผลของโครงการ ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน


เมื่อประชาชนมีส่วนลดจากภาครัฐ การตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านอาหารจึงอาจขึ้นอยู่กับการเข้าร่วมโครงการมากกว่าปัจจัยอื่น

สมาคมภัตตาคารไทยยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ขอขยายสิทธิร้านอาหาร


สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเคลื่อนไหวล่าสุดของสมาคมภัตตาคารไทย ที่ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40


นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ระบุว่า สมาคมเห็นด้วยกับแนวคิดของโครงการที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดของเงื่อนไขการเข้าร่วม


โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลางที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จ่ายภาษีอย่างครบถ้วน มีการจ้างงานอย่างเป็นทางการ และส่งเงินสมทบประกันสังคมให้พนักงาน


ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จำนวนมากมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2-5 ล้านบาทต่อปี มียอดขายต่อวันประมาณ 10,000-30,000 บาท และมีพนักงานประจำตั้งแต่ 5-20 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและการจ้างงานในชุมชน


อย่างไรก็ตาม ด้วยเกณฑ์รายได้ของโครงการที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเข้าร่วมต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทำให้ร้านอาหารจำนวนมากถูกตัดสิทธิออกจากโครงการ แม้จะยังเป็นผู้ประกอบการรายเล็กในทางปฏิบัติก็ตาม



ร้านอาหารเผชิญวิกฤตซ้อน ยอดขายลด ต้นทุนเพิ่ม


ความกังวลของผู้ประกอบการไม่ได้เกิดจากการถูกตัดสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากภาวะธุรกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน


สมาคมภัตตาคารไทยระบุว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ร้านอาหารจำนวนมากมียอดขายลดลงเฉลี่ย 30-50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


ขณะเดียวกันต้นทุนการดำเนินธุรกิจก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

* ค่าแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

* ปัญหาขาดแคลนแรงงานไทย

* ค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภค

* ค่าเช่าสถานประกอบการ

* ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด

* ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่


ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทุกด้านทำให้ร้านอาหารจำนวนมากต้องยอมลดอัตรากำไรลงอย่างมาก บางแห่งเข้าสู่ภาวะขาดทุน แต่ยังพยายามรักษาธุรกิจและการจ้างงานเอาไว้ เพื่อไม่ให้พนักงานจำนวนมากต้องสูญเสียรายได้


ธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท


สมาคมภัตตาคารไทยมองว่า ร้านอาหารไม่ได้เป็นเพียงกิจการค้าปลีกทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย


ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 700,000 ล้านบาท และมีผู้ประกอบการรายย่อยกระจายอยู่ทั่วประเทศนับแสนราย


ภาคธุรกิจนี้ยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้เลี้ยงสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหาร ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ตลอดจนแรงงานในภาคบริการอีกจำนวนมาก


ดังนั้น การอยู่รอดของร้านอาหารจึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อเจ้าของกิจการ แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม


หากร้านอาหารจำนวนมากต้องปิดกิจการ ย่อมกระทบต่อผู้ผลิตวัตถุดิบ เกษตรกร และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในลักษณะลูกโซ่



วอนรัฐปรับเกณฑ์รายได้ สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี


ข้อเสนอสำคัญของสมาคมภัตตาคารไทย คือการขอให้รัฐบาลพิจารณาปรับเกณฑ์รายได้ของผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส


ปัจจุบันเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทำให้ร้านอาหารจำนวนมากที่มีรายได้ 2-5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังถือเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ถูกตัดสิทธิ์ออกจากมาตรการ


สมาคมมองว่า รายได้ที่สูงขึ้นไม่ได้หมายถึงกำไรที่สูงขึ้นเสมอไป เพราะธุรกิจร้านอาหารมีต้นทุนดำเนินงานจำนวนมาก ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าแรงพนักงาน ค่าวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค


นางฐนิวรรณยังระบุว่า หากรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ก็ควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐได้เช่นกัน


เพราะหากยอดขายลดลงต่อเนื่องจนธุรกิจอ่อนแอลง ในระยะยาวรัฐเองก็อาจสูญเสียรายได้ภาษีจากกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้เช่นกัน


โจทย์สำคัญของรัฐบาลคือ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”


การถกเถียงเรื่องไทยช่วยไทยพลัสในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นว่ามาตรการประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะในภาพรวมโครงการสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้จริง


แต่คำถามสำคัญคือ มาตรการดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดผู้ที่ได้รับประโยชน์และผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากเกินไปหรือไม่


ในขณะที่ร้านค้ารายย่อยจำนวนมากได้รับแรงหนุนจากโครงการ ร้านอาหารอีกจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในระบบภาษี จ้างงานอย่างเป็นทางการ และมีบทบาทต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น กลับไม่ได้รับโอกาสเดียวกัน


สุดท้ายแล้ว รัฐบาลอาจต้องกลับมาพิจารณาว่า เม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ควรถูกออกแบบอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจในระยะยาว และสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างยอดขายชั่วคราว แต่เป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ