นายกฯ เผยเงินกู้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านยันรัฐบาลรับภาระคืนเองไม่กระทบปชช.

Share on Line Share on Facebook Share on X
นายกฯ เผยเงินกู้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านยันรัฐบาลรับภาระคืนเองไม่กระทบปชช.

วันนี้ (15 มิ.ย. 69 ) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) พร้อมเปิดเผยถึงความคืบหน้าการกู้เงินและการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

สรุปข่าว

นายกฯ เผยเงินกู้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท เป็นสกุลเงินบาท ดอกเบี้ยต่ำ 1.2% ยันรัฐบาลจ่ายเองไม่เป็นภาระประชาชน พร้อมเผยความสำเร็จโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ดันยอดขายโตยั่งยืน 2 เท่า

วันนี้ (15 มิ.ย. 69 ) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) พร้อมเปิดเผยถึงความคืบหน้าการกู้เงินและการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

แจงปมเงินกู้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ยันไร้ผลกระทบต่อประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการกู้เงินตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่าเป็นการกู้เงินในประเทศเป็นสกุลเงินบาททั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ในการจัดหาแหล่งเงินทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินจนได้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 1.2% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าข้อเสนอเดิมที่กระทรวงการคลังเคยรายงานไว้ว่าจะไม่เกิน 3% ต่อปี เนื่องจากระบบการเงินมีสภาพคล่องและเงินฝากจำนวนมาก โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยส่วนนี้ทั้งหมดเอง โดยไม่มีการออกนโยบายหรือมาตรการใดๆ ที่จะสร้างภาระและเพิ่มต้นทุนการดำรงชีวิตให้กับประชาชน

ชูความสำเร็จโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ดันยอดขายโตต่อเนื่อง

สำหรับยุทธศาสตร์การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก รัฐบาลได้ร่วมมือกับเครือข่ายเดลิเวอรี ได้แก่ Line Man, Grab Food, Robinhood และ Shopee ดำเนินโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งใช้โมเดลการร่วมจ่ายที่รัฐบาลสนับสนุน 60% และประชาชนจ่าย 40% ช่วยให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ถูกลงและผู้ขายขายได้มากขึ้น

ผลจากการดำเนินโครงการพบว่า ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า และในกลุ่มสินค้าที่มีมาตรฐานโดดเด่นสามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 9-10 เท่า โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่าเมื่อจบโครงการ ผู้ประกอบการจะสามารถปรับฐานรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า อย่างยั่งยืน จากการเข้าถึงช่องทางการขายใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มขนาดกิจการ

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย