โลกสแกนจ่ายสะดุด AI-สงครามไซเบอร์เขย่าระบบการเงิน

Share on Line Share on Facebook Share on X

จากวันที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่สังคมไร้เงินสด ที่เพียงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสแกน QR Code ก็สามารถซื้อสินค้า โอนเงิน หรือทำธุรกรรมทางการเงินได้ภายในไม่กี่วินาที วันนี้ความสะดวกสบายดังกล่าวกำลังเผชิญกับคำถามสำคัญ เมื่อโลกต้องรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่สามารถทำธุรกรรมแทนมนุษย์ได้ ไปจนถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อระบบอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน

เพราะหากวันหนึ่งระบบอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ไฟฟ้าดับ หรือระบบธนาคารไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ เงินที่อยู่ในบัญชีอาจยังมีอยู่ แต่เราจะสามารถนำเงินนั้นออกมาใช้จ่ายซื้ออาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นได้หรือไม่นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายประเทศเริ่มหันกลับมาทบทวนความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบดิจิทัลมากเกินไป และมองว่าเงินสดอาจไม่ได้เป็นเพียงวิธีชำระเงินแบบเดิมที่กำลังลดบทบาทลง แต่ยังเป็นช่องทางสำรองที่มีความสำคัญในยามเกิดวิกฤต

เริ่มจากความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการพัฒนาของ AI ล่าสุด สำนักข่าว Reuters และ Axios รายงานว่า ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ รวมถึง JPMorgan Chase, Bank of America, Citigroup, Wells Fargo และ Morgan Stanley เริ่มจำกัดการเข้าถึงระบบบัญชีของ AI Agent จากภายนอก หลังพบความเสี่ยงจากการที่เครื่องมือเหล่านี้เข้าถึงบัญชีลูกค้า และอาจดำเนินการบางอย่างเกินกว่าที่ผู้ใช้ตั้งใจไว้

AI Agent คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่เพียงตอบคำถาม แต่ยังสามารถดำเนินงานหลายขั้นตอนแทนมนุษย์ได้ เช่น ค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย หรือทำธุรกรรมตามคำสั่งที่ได้รับอย่างไรก็ตาม เมื่อ AI ได้รับสิทธิ์เข้าถึงบัญชีธนาคาร ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะระบบอาจตีความคำสั่งผิด ดำเนินการเกินขอบเขต หรือเปิดช่องให้บุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลและทรัพย์สินของลูกค้าได้

ธนาคารบางแห่งจึงเลือกจำกัดการเข้าถึงไว้เฉพาะการอ่านข้อมูลหรือวิเคราะห์ยอดเงิน โดยไม่อนุญาตให้ AI ภายนอกมีอำนาจโอนหรือโยกย้ายเงินได้อย่างอิสระ 


สรุปข่าว

ปัจจุบันระบบการเงินโลกมีความเสี่ยงสูงจากเอไอ สงคราม ภัยไซเบอร์ ที่มีความเสี่ยงสูงจะเข้ามากระทบทั่วโลก ทำให้หลายประเทศเตรียมพร้อมรับมือ เช่น สวีเดนหวนคืนใช้เงินสดอี่กครั้ง จากที่เคยเป็นสังคมไร้เงินสด

จากวันที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่สังคมไร้เงินสด ที่เพียงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสแกน QR Code ก็สามารถซื้อสินค้า โอนเงิน หรือทำธุรกรรมทางการเงินได้ภายในไม่กี่วินาที วันนี้ความสะดวกสบายดังกล่าวกำลังเผชิญกับคำถามสำคัญ เมื่อโลกต้องรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่สามารถทำธุรกรรมแทนมนุษย์ได้ ไปจนถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อระบบอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน

เพราะหากวันหนึ่งระบบอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ไฟฟ้าดับ หรือระบบธนาคารไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ เงินที่อยู่ในบัญชีอาจยังมีอยู่ แต่เราจะสามารถนำเงินนั้นออกมาใช้จ่ายซื้ออาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นได้หรือไม่นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายประเทศเริ่มหันกลับมาทบทวนความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบดิจิทัลมากเกินไป และมองว่าเงินสดอาจไม่ได้เป็นเพียงวิธีชำระเงินแบบเดิมที่กำลังลดบทบาทลง แต่ยังเป็นช่องทางสำรองที่มีความสำคัญในยามเกิดวิกฤต

เริ่มจากความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการพัฒนาของ AI ล่าสุด สำนักข่าว Reuters และ Axios รายงานว่า ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ รวมถึง JPMorgan Chase, Bank of America, Citigroup, Wells Fargo และ Morgan Stanley เริ่มจำกัดการเข้าถึงระบบบัญชีของ AI Agent จากภายนอก หลังพบความเสี่ยงจากการที่เครื่องมือเหล่านี้เข้าถึงบัญชีลูกค้า และอาจดำเนินการบางอย่างเกินกว่าที่ผู้ใช้ตั้งใจไว้

AI Agent คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่เพียงตอบคำถาม แต่ยังสามารถดำเนินงานหลายขั้นตอนแทนมนุษย์ได้ เช่น ค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย หรือทำธุรกรรมตามคำสั่งที่ได้รับอย่างไรก็ตาม เมื่อ AI ได้รับสิทธิ์เข้าถึงบัญชีธนาคาร ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะระบบอาจตีความคำสั่งผิด ดำเนินการเกินขอบเขต หรือเปิดช่องให้บุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลและทรัพย์สินของลูกค้าได้

ธนาคารบางแห่งจึงเลือกจำกัดการเข้าถึงไว้เฉพาะการอ่านข้อมูลหรือวิเคราะห์ยอดเงิน โดยไม่อนุญาตให้ AI ภายนอกมีอำนาจโอนหรือโยกย้ายเงินได้อย่างอิสระ 


ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม คือการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากการโจมตีทางไซเบอร์ หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งทางทหารอาจขยายไปสู่การโจมตีระบบสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ

หากโครงข่ายเหล่านี้ได้รับความเสียหาย ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การติดต่อสื่อสาร แต่ยังอาจกระทบต่อบริการออนไลน์ การทำธุรกรรมข้ามประเทศ และระบบชำระเงินที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อข้อมูลด้วย เมื่อความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของประชาชนมากขึ้น

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยคำแนะนำด้านการเตรียมพร้อมเน้นให้ครัวเรือนสามารถรับมือกับเหตุขัดข้องที่อาจทำให้บริการพื้นฐานหยุดชะงักได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

สิ่งของที่ควรเตรียม ได้แก่ น้ำดื่ม อาหารที่เก็บได้นาน เงินสด และแบตเตอรี่สำรองสำหรับโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ประชาชนยังสามารถดำรงชีวิตและติดต่อสื่อสารได้ หากเกิดเหตุที่ทำให้บริการต่าง ๆ ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติหลักคิดสำคัญคือการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง ไม่ใช่การประกาศว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤตขาดแคลนอาหารในทันที เพราะแม้ระบบดิจิทัลจะมีความสะดวก แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การมีทางเลือกสำรองก็ช่วยลดการพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งมากเกินไปได้

กรณีที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด คือประเทศสวีเดน ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนใช้เงินสดน้อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่วันนี้กลับมาให้ความสำคัญกับเงินสดอีกครั้งอย่างจริงจัง ล่าสุดธนาคารกลางสวีเดน หรือ Riksbank แนะนำให้ประชาชนมีช่องทางชำระเงินหลายรูปแบบ ทั้งบัตรชำระเงินจากเครือข่ายที่แตกต่างกัน บัตรจริงที่สามารถใช้ร่วมกับรหัส PIN บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ และเงินสดสำรองไว้ที่บ้าน โดยแนะนำให้ผู้ใหญ่แต่ละคนมีเงินสดสำรองประมาณ 1,000 โครนาสวีเดน หรือราว 3,400 บาท  ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละครัวเรือน ไม่ใช่ข้อบังคับให้ทุกคนต้องถือเงินจำนวนนี้เท่านั้นเหตุผลสำคัญคือ หากระบบชำระเงินดิจิทัลเกิดขัดข้อง ไม่ว่าจะจากไฟฟ้าดับ ระบบสื่อสารล่ม หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่น ๆ เงินสดยังสามารถเป็นอีกทางเลือกในการซื้อสินค้าและสิ่งของจำเป็นได้

นอกจากคำแนะนำให้ประชาชนเก็บเงินสดสำรองแล้ว สวีเดนยังเดินหน้าปรับกฎหมายเพื่อรักษาความสามารถในการใช้เงินสด โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมากฎหมายกำหนดให้ร้านขายอาหารและร้านขายยาที่มีแคชเชียร์ประจำ ต้องรับชำระเงินสดเป็นหลักตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แม้จะมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น ความปลอดภัยของสถานประกอบการหรือภาระต้นทุนที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้มาตรการนี้สะท้อนว่า สวีเดนไม่ได้จำเป็นต้องยกเลิกการชำระเงินดิจิทัล หรือหันกลับไปใช้เงินสดเป็นช่องทางหลัก แต่กำลังพยายามสร้างระบบชำระเงินที่มีทางเลือกมากพอสำหรับรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนบทเรียนจากต่างประเทศกำลังชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาระบบดิจิทัลไม่ควรหมายถึงการลดบทบาทเงินสดจนไม่มีทางเลือกเหลืออยู่ เพราะหากระบบหลักเกิดปัญหา ความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย


นอกจากสวีเดนหากไปดูทั่วโลกที่กำลังมุ่งสู่สังคมไร้เงินสด แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีประเทศใดเลิกใช้เงินสดได้อย่างสมบูรณ์ 100% ขณะที่หลายประเทศกำลังกลายเป็นผู้นำด้านการชำระเงินดิจิทัล ทำให้การพกเงินสดแทบไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยนอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส ต่างมีการใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในสัดส่วนสูง ส่วนสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะระบบขนส่งในกรุงลอนดอน ก็เปลี่ยนมาเน้นการชำระเงินผ่านบัตรและระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่นเดียวกับแคนาดาที่ลดการใช้เหรียญด้วยการยุติการผลิตเหรียญหนึ่งเซนต์ในปี 2013

ส่วนสหรัฐฯ มีบริการกระเป๋าเงินดิจิทัลอย่าง Apple Wallet เข้ามาเพิ่มทางเลือกในการชำระเงิน ขณะที่เอเชียมีจีนเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของการจ่ายเงินผ่านมือถือ โดยเฉพาะการสแกน QR Code ผ่าน Alipay และ WeChat Pay ที่แพร่หลายตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าไปจนถึงร้านค้ารายย่อยด้านเกาหลีใต้ก็มีการใช้บัตรและการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย ทำให้หลายประเทศกำลังขยับเข้าสู่สังคมที่พึ่งพาเงินสดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดไม่ได้หมายความว่าเงินสดจะหมดความสำคัญ เพราะความเสี่ยงจากระบบล่ม ภัยไซเบอร์ และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของแต่ละประเทศอนาคตการชำระเงินจึงอาจไม่ใช่การเลิกใช้เงินสดโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการพัฒนาระบบดิจิทัลให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ควบคู่กับการรักษาเงินสดไว้เป็นทางเลือกในยามฉุกเฉิน

ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม

ที่มารูปภาพ : TNN