"ตั๋วเครื่องบิน" เสี่ยงแพงขึ้นเท่าตัว สงครามยืดเยื้อ ต้นทุนพุ่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X

ผู้โดยสารเครื่องบินอาจต้องเผชิญค่าเดินทางที่สูงขึ้นอีก รอยเตอร์รายงานว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกำลังทำให้สายการบินตัดสินใจยากขึ้น ระหว่างการล็อกต้นทุนเชื้อเพลิงไว้ล่วงหน้า กับการยอมรับความเสี่ยงจากราคาตลาด ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าโดยสาร โดยเฉพาะในปี 2027 เมื่อสัญญาที่ทำไว้ก่อนสงครามทยอยหมดอายุ

การป้องกันความเสี่ยง หรือ เฮดจิง เป็นเครื่องมือช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ทำให้สายการบินวางแผนต้นทุนได้แน่นอนขึ้น แต่บางรูปแบบมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือข้อกำหนดด้านหลักประกัน และหากทำสัญญาในช่วงที่ราคาสูง สายการบินก็อาจเสียเปรียบเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันลดลง

ปัญหาสำคัญคือ เชื้อเพลิงมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30-40 ของต้นทุนสายการบิน การเปลี่ยนแปลงของราคาจึงมีผลมากต่อความสามารถทำกำไร แม้บริษัทจะขายตั๋วได้มากขึ้นก็ตาม

สรุปข่าว

สายการบินเผชิญโจทย์หนัก หลังราคาน้ำมันเครื่องบินสูงราว 2 เท่า จากก่อนสงครามอิหร่าน หลายแห่งชะลอทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม หวั่นล็อกต้นทุนแพง ขณะที่สัญญาเดิมทยอยหมดอายุ เพิ่มแรงกดดันให้ปรับค่าโดยสาร แต่ผู้โดยสารอาจไม่พร้อมจ่ายเพิ่ม

ผู้โดยสารเครื่องบินอาจต้องเผชิญค่าเดินทางที่สูงขึ้นอีก รอยเตอร์รายงานว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกำลังทำให้สายการบินตัดสินใจยากขึ้น ระหว่างการล็อกต้นทุนเชื้อเพลิงไว้ล่วงหน้า กับการยอมรับความเสี่ยงจากราคาตลาด ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าโดยสาร โดยเฉพาะในปี 2027 เมื่อสัญญาที่ทำไว้ก่อนสงครามทยอยหมดอายุ

การป้องกันความเสี่ยง หรือ เฮดจิง เป็นเครื่องมือช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ทำให้สายการบินวางแผนต้นทุนได้แน่นอนขึ้น แต่บางรูปแบบมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือข้อกำหนดด้านหลักประกัน และหากทำสัญญาในช่วงที่ราคาสูง สายการบินก็อาจเสียเปรียบเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันลดลง

ปัญหาสำคัญคือ เชื้อเพลิงมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30-40 ของต้นทุนสายการบิน การเปลี่ยนแปลงของราคาจึงมีผลมากต่อความสามารถทำกำไร แม้บริษัทจะขายตั๋วได้มากขึ้นก็ตาม

โทนี เฟอร์นันเดส ผู้บริหารแอร์เอเชีย เปิดเผยกับรอยเตอร์ในเดือนตุลาคมว่า บริษัทกำลังวางงบประมาณรองรับราคาน้ำมันสูงต่อเนื่องอีก 12 เดือน เพราะประเมินทิศทางความขัดแย้งได้ยาก ขณะที่ความคุ้มครองจากสัญญาเดิมกำลังทยอยสิ้นสุดลง ทำให้สายการบินต้องพิจารณาทั้งการลดต้นทุนและการขึ้นค่าโดยสาร

ด้านฟินน์แอร์ของฟินแลนด์ระบุว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังราคาตั๋วแล้ว และได้หยุดเพิ่มสัญญาป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ราคาพุ่ง โดยมีสัดส่วนป้องกันความเสี่ยงเฉลี่ยสำหรับปี 2027 อยู่ที่ร้อยละ 34

ส่วนไรอันแอร์ สายการบินรายใหญ่ของยุโรป เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายนว่า หยุดทำสัญญาเพิ่มเติมเช่นกัน แม้ยังมีสัญญาครอบคลุมความต้องการเชื้อเพลิงประมาณร้อยละ 80 สำหรับปีบัญชีที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027

ไมเคิล โอเลียรี ผู้บริหารไรอันแอร์ ประเมินว่า ค่าโดยสารในยุโรปอาจต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-20 เมื่อความคุ้มครองจากสัญญาลดลง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการประเมินของผู้บริหาร ยังไม่ใช่ประกาศขึ้นราคาของทุกสายการบินหรือทุกเส้นทาง

และการขึ้นราคาก็มีข้อจำกัด นอร์วีเจียน แอร์ ชัตเทิล เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมว่า ต้องปรับลดราคาบางส่วนที่เคยขึ้นหลังสงครามอิหร่าน เพราะลูกค้าไม่พร้อมจ่าย สะท้อนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถส่งต่อไปยังผู้โดยสารได้ทั้งหมด

แนวทางบริหารความเสี่ยงยังแตกต่างกันในแต่ละบริษัท โดยสายการบินสหรัฐฯ รายใหญ่จำนวนมากไม่มีสัญญาป้องกันความเสี่ยงเชื้อเพลิงในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ หลังหลายแห่งเคยเผชิญผลเสียจากการทำสัญญาในอดีต

ขณะที่บางสายการบินในยุโรป แม้มีสัญญาคุ้มครองต้นทุนส่วนใหญ่ ก็ยังลดกำลังให้บริการบางเส้นทาง เพื่อจำกัดผลกระทบจากเชื้อเพลิงส่วนที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้

โจทย์ของอุตสาหกรรมการบินในระยะต่อไป จึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างต้นทุน กำไร และกำลังซื้อของผู้โดยสาร เพราะการขึ้นราคามากเกินไปอาจทำให้คนเดินทางน้อยลง แต่หากตรึงราคาไว้ สายการบินก็อาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่ม และปรับลดเที่ยวบินหรือแผนขยายธุรกิจตามมา