โรงเรียนนานาชาติบูม พ่อแม่ยอมจ่ายแพง เดิมพันอนาคตลูกในยุค AI

Share on Line Share on Facebook Share on X

มีหนึ่งในธุรกิจการศึกษาที่เติบโตสวนทางกับจำนวนเด็กไทยที่ลดลง นั่นคือ โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งกำลังขยายตัวตามกำลังซื้อและความคาดหวังของผู้ปกครอง

พ่อแม่จำนวนหนึ่งพร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนสูงขึ้น เพื่อแลกกับภาษา หลักสูตรสากล เส้นทางศึกษาต่อต่างประเทศ และทักษะใหม่ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต ทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เริ่มขยายไปตามเมืองเศรษฐกิจและหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ

ตลาดบนหนุนโรงเรียนนานาชาติ

ปัจจุบันผู้ปกครองชาวไทยไม่ได้มองการศึกษาเป็นเพียงค่าใช้จ่าย แต่เลือกลงทุนกับหลักสูตร ประสบการณ์ และทักษะที่เชื่อว่าจะเพิ่มโอกาสให้บุตรหลาน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง

LH Bank Business Research อ้างอิงรายงานความมั่งคั่งของ Knight Frank ประเมินว่า ปี 2026 ไทยจะมีผู้มีความมั่งคั่งสูงประมาณ 162,000 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.7% ต่อปี

คนกลุ่มนี้เป็นฐานกำลังซื้อสำคัญของบริการทางการศึกษา เพราะสามารถรับภาระค่าเล่าเรียนระยะยาว รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านภาษา กิจกรรม และการเตรียมตัวศึกษาต่อต่างประเทศ

อีกฐานลูกค้าคือ นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติประมาณ 60,000-70,000 คน ซึ่งเข้ามาทำงานภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายเศรษฐกิจพิเศษ หรือกลุ่มคนต่างด้าวตามมาตรา 62 โดยในช่วงปี 2020-2024 คนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.3% ต่อปี

เมื่อผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาพร้อมครอบครัว ความต้องการโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรสากลและสามารถเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาของประเทศอื่นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โรงเรียนนานาชาติจึงมีฐานลูกค้าทั้งครอบครัวไทยกำลังซื้อสูงและครอบครัวต่างชาติ ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่อยู่อาศัย การเดินทาง และบริการเสริมสำหรับครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้แข่งขันกันด้วย ความเชื่อมั่นมากกว่าราคา โรงเรียนต้องพิสูจน์มาตรฐานหลักสูตร คุณภาพครู และผลลัพธ์ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับค่าเล่าเรียน

หลักสูตรอังกฤษครองตลาดโรงเรียนนานาชาติไทย

เมื่อผู้ปกครองมีกำลังซื้อ คำถามต่อมาคือ หลักสูตรแบบใดสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนและประเทศปลายทางของบุตรหลาน

LH Bank Business Research อ้างอิงข้อมูลสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ระบุว่า หลักสูตรอังกฤษมีสัดส่วนประมาณ 40-50% ของโรงเรียนนานาชาติทั้งหมดในไทย และครองตลาดมากที่สุด

หลักสูตรอังกฤษเชื่อมต่อกับเส้นทางศึกษาต่อในสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยนานาชาติ โดยช่วงมัธยมปลายจะเน้นวิชาเฉพาะทางตามความถนัดของผู้เรียน

อันดับถัดมาคือ หลักสูตรอเมริกันประมาณ 20-30% มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเลือกวิชาให้เหมาะกับความสนใจและเป้าหมายการเข้ามหาวิทยาลัย

ส่วน International Baccalaureate หรือ IB มีสัดส่วนประมาณ 15-25% เน้นการคิดวิเคราะห์ การเรียนข้ามศาสตร์ และสามารถใช้สมัครมหาวิทยาลัยในหลายประเทศ

อีกประมาณ 5-10% เป็นหลักสูตรเฉพาะประเทศ เช่น ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และจีน รองรับครอบครัวที่ต้องการเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาของประเทศนั้นโดยตรง

สำหรับผู้ปกครอง การเลือกหลักสูตรมีผลตั้งแต่รูปแบบการเรียน การสอบวัดผล ไปจนถึงการสมัครมหาวิทยาลัย การเปลี่ยนหลักสูตรกลางทางจึงมีต้นทุนทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และการปรับตัว

สำหรับผู้ประกอบการ หลักสูตรเป็นตัวกำหนดการรับรองมาตรฐาน การจ้างครู ระบบประเมินผล และต้นทุนการดำเนินงาน โรงเรียนจึงต้องเลือกหลักสูตรให้ตรงกับฐานลูกค้าในพื้นที่

การแข่งขันไม่ได้จบที่ชื่อหลักสูตรต่างประเทศ แต่โรงเรียนต้องพิสูจน์ คุณภาพครู ระบบการสอน และผลลัพธ์ของผู้เรียน เพราะความน่าเชื่อถือมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจจ่ายค่าเล่าเรียนระยะยาว


สรุปข่าว

ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยเติบโตสวนทางกับจำนวนเด็กเกิดน้อย โดยมีแรงหนุนหลักจากผู้ปกครองชาวไทยที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมองว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของบุตรหลาน ทั้งด้านภาษา หลักสูตรสากล โอกาสศึกษาต่อต่างประเทศ และทักษะที่จำเป็นในยุค AI รวมถึงกลุ่มผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ ทำให้การแข่งขันขยายจากกรุงเทพฯ สู่เมืองเศรษฐกิจสำคัญ เช่น EEC-พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ ปัจจัยสำคัญที่โรงเรียนนานาชาติใช้แข่งขันคือคุณภาพของหลักสูตร ครูผู้สอน และผลลัพธ์ของผู้เรียน โดยหลักสูตรอังกฤษได้รับความนิยมสูงสุด ตามด้วยอเมริกันและ IB นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนทิศทางการศึกษา จากการขายหลักสูตรไปสู่การสร้างทักษะและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ เน้นการสอนให้ผู้เรียนใช้ AI ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะมนุษย์อื่น ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสู่ตลาดแรงงานในอนาคตที่ต้องการทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ

มีหนึ่งในธุรกิจการศึกษาที่เติบโตสวนทางกับจำนวนเด็กไทยที่ลดลง นั่นคือ โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งกำลังขยายตัวตามกำลังซื้อและความคาดหวังของผู้ปกครอง

พ่อแม่จำนวนหนึ่งพร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนสูงขึ้น เพื่อแลกกับภาษา หลักสูตรสากล เส้นทางศึกษาต่อต่างประเทศ และทักษะใหม่ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต ทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เริ่มขยายไปตามเมืองเศรษฐกิจและหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ

ตลาดบนหนุนโรงเรียนนานาชาติ

ปัจจุบันผู้ปกครองชาวไทยไม่ได้มองการศึกษาเป็นเพียงค่าใช้จ่าย แต่เลือกลงทุนกับหลักสูตร ประสบการณ์ และทักษะที่เชื่อว่าจะเพิ่มโอกาสให้บุตรหลาน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง

LH Bank Business Research อ้างอิงรายงานความมั่งคั่งของ Knight Frank ประเมินว่า ปี 2026 ไทยจะมีผู้มีความมั่งคั่งสูงประมาณ 162,000 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.7% ต่อปี

คนกลุ่มนี้เป็นฐานกำลังซื้อสำคัญของบริการทางการศึกษา เพราะสามารถรับภาระค่าเล่าเรียนระยะยาว รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านภาษา กิจกรรม และการเตรียมตัวศึกษาต่อต่างประเทศ

อีกฐานลูกค้าคือ นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติประมาณ 60,000-70,000 คน ซึ่งเข้ามาทำงานภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายเศรษฐกิจพิเศษ หรือกลุ่มคนต่างด้าวตามมาตรา 62 โดยในช่วงปี 2020-2024 คนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.3% ต่อปี

เมื่อผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาพร้อมครอบครัว ความต้องการโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรสากลและสามารถเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาของประเทศอื่นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โรงเรียนนานาชาติจึงมีฐานลูกค้าทั้งครอบครัวไทยกำลังซื้อสูงและครอบครัวต่างชาติ ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่อยู่อาศัย การเดินทาง และบริการเสริมสำหรับครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้แข่งขันกันด้วย ความเชื่อมั่นมากกว่าราคา โรงเรียนต้องพิสูจน์มาตรฐานหลักสูตร คุณภาพครู และผลลัพธ์ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับค่าเล่าเรียน

หลักสูตรอังกฤษครองตลาดโรงเรียนนานาชาติไทย

เมื่อผู้ปกครองมีกำลังซื้อ คำถามต่อมาคือ หลักสูตรแบบใดสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนและประเทศปลายทางของบุตรหลาน

LH Bank Business Research อ้างอิงข้อมูลสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ระบุว่า หลักสูตรอังกฤษมีสัดส่วนประมาณ 40-50% ของโรงเรียนนานาชาติทั้งหมดในไทย และครองตลาดมากที่สุด

หลักสูตรอังกฤษเชื่อมต่อกับเส้นทางศึกษาต่อในสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยนานาชาติ โดยช่วงมัธยมปลายจะเน้นวิชาเฉพาะทางตามความถนัดของผู้เรียน

อันดับถัดมาคือ หลักสูตรอเมริกันประมาณ 20-30% มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเลือกวิชาให้เหมาะกับความสนใจและเป้าหมายการเข้ามหาวิทยาลัย

ส่วน International Baccalaureate หรือ IB มีสัดส่วนประมาณ 15-25% เน้นการคิดวิเคราะห์ การเรียนข้ามศาสตร์ และสามารถใช้สมัครมหาวิทยาลัยในหลายประเทศ

อีกประมาณ 5-10% เป็นหลักสูตรเฉพาะประเทศ เช่น ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และจีน รองรับครอบครัวที่ต้องการเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาของประเทศนั้นโดยตรง

สำหรับผู้ปกครอง การเลือกหลักสูตรมีผลตั้งแต่รูปแบบการเรียน การสอบวัดผล ไปจนถึงการสมัครมหาวิทยาลัย การเปลี่ยนหลักสูตรกลางทางจึงมีต้นทุนทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และการปรับตัว

สำหรับผู้ประกอบการ หลักสูตรเป็นตัวกำหนดการรับรองมาตรฐาน การจ้างครู ระบบประเมินผล และต้นทุนการดำเนินงาน โรงเรียนจึงต้องเลือกหลักสูตรให้ตรงกับฐานลูกค้าในพื้นที่

การแข่งขันไม่ได้จบที่ชื่อหลักสูตรต่างประเทศ แต่โรงเรียนต้องพิสูจน์ คุณภาพครู ระบบการสอน และผลลัพธ์ของผู้เรียน เพราะความน่าเชื่อถือมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจจ่ายค่าเล่าเรียนระยะยาว


4 ทำเลศักยภาพโรงเรียนนานาชาติ

นอกจากหลักสูตรแล้ว ทำเลคือปัจจัยชี้ขาดของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ เพราะต้องอยู่ใกล้ครอบครัวเป้าหมาย และมีนักเรียนเพียงพอรองรับต้นทุนอาคาร ครู และระบบการเรียนในระยะยาว

LH Bank Business Research ประเมินว่า ทำเลศักยภาพคือพื้นที่ที่มีครอบครัวรายได้สูงและชาวต่างชาติอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยมี 4 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ อีอีซี-พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ

อีอีซี-พัทยา มีฐานจากภาคอุตสาหกรรม บริษัทต่างชาติ โรงงาน และกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงมีครอบครัวผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเป็นฐานลูกค้า

ภูเก็ต มีทั้งธุรกิจท่องเที่ยวระดับบนและชาวต่างชาติพำนักระยะยาว โรงเรียนจึงมีโอกาสรองรับนักเรียนหลายสัญชาติและครอบครัวที่ทำงานในภาคบริการ

เชียงใหม่ มีโอกาสจากครอบครัวที่ต้องการคุณภาพชีวิตและทางเลือกการศึกษานอกกรุงเทพฯ เหมาะกับโรงเรียนที่ออกแบบขนาดและค่าเล่าเรียนให้สอดคล้องกับฐานลูกค้าในพื้นที่

ส่วน กรุงเทพฯ ยังคงเป็นตลาดหลัก เพราะมีทั้งครอบครัวรายได้สูงและผู้บริหารต่างชาติจำนวนมาก แต่ต้องเผชิญกับราคาที่ดินสูงและการแข่งขันจากโรงเรียนแบรนด์ใหญ่

การออกไปต่างจังหวัดช่วยลดต้นทุนที่ดินและการแข่งขัน แต่ต้องแลกกับฐานลูกค้าที่เล็กและกระจายตัวกว่า ผู้ประกอบการจึงต้องประเมินจำนวนครอบครัวเป้าหมาย รายได้ และระยะเวลาที่ชาวต่างชาติพำนักในพื้นที่อย่างแม่นยำ

หากประเมินความต้องการสูงเกินจริง โรงเรียนจะมีที่นั่งว่างและต้องแบกรับต้นทุนอาคารกับบุคลากร แต่หากเลือกทำเลถูกต้อง โรงเรียนสามารถเติบโตไปพร้อมกับเมือง และหนุนธุรกิจที่พักอาศัย ระบบขนส่ง และบริการสำหรับครอบครัวต่างชาติได้

ตลาดการศึกษาไทยแบ่งเป็น 2 ทิศทาง

หากดูให้ลึกถึงตลาดการศึกษาไทย จะพบว่ากำลังแบ่งออกเป็น 2 ทิศทางชัดเจน กลุ่มที่สร้างความแตกต่างและตอบโจทย์เฉพาะยังมีโอกาสเติบโต ขณะที่โรงเรียนซึ่งพึ่งรูปแบบการเรียนแบบเดิมกำลังถูกบีบจากจำนวนเด็กและการแข่งขัน

ข้อมูลจาก LH Bank Business Research ระบุว่า กลุ่มที่ยังมีโอกาสเติบโตประกอบด้วย โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรพรีเมียม และ EdTech-Hybrid Learning

เทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech และการเรียนแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Learning ช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มบริการและเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องขยายห้องเรียนหรือสาขาตามจำนวนลูกค้าทั้งหมด

ส่วนกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันคือ โรงเรียนที่ขาดจุดต่างและโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก เพราะต้องแข่งขันแย่งนักเรียนในตลาดที่ฐานลูกค้าลดลง แต่ยังมีต้นทุนบุคลากร อาคาร และการบริหารจัดการ

ทิศทางนี้กำลังผลักให้ธุรกิจการศึกษาเปลี่ยนจากการเน้นจำนวนนักเรียน ไปสู่โมเดล High Value-Low Volume หรือสร้างมูลค่าต่อผู้เรียนให้สูงขึ้น แม้จำนวนผู้เรียนจะน้อยลง ผ่านหลักสูตรเฉพาะและการดูแลรายบุคคล

ผู้ได้ประโยชน์คือผู้ประกอบการที่มีแบรนด์ชัด มีเครือข่ายพันธมิตร และนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ส่วนโรงเรียนที่มีที่นั่งว่างจำนวนมากและไม่มีจุดขาย อาจต้องลดค่าใช้จ่าย หารายได้ใหม่ หรือพิจารณาร่วมทุนและควบรวมกิจการ

อย่างไรก็ตาม การติดป้ายว่า “พรีเมียม” หรือเพิ่มระบบออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะผู้ปกครองจะเปรียบเทียบค่าเรียนกับคุณภาพครู ผลการเรียน และโอกาสต่อยอดของเด็กอย่างละเอียดขึ้น

การแข่งขันจึงกำลังเปลี่ยนจาก การขายสถานที่เรียน ไปสู่การขายผลลัพธ์


AI เปลี่ยนทักษะที่โรงเรียนต้องสอน

เมื่อธุรกิจการศึกษาแข่งขันกันด้วยผลลัพธ์ คำถามสำคัญคือ ทักษะแบบใดที่ผู้เรียนต้องมี เพื่อสอดคล้องกับโลกการทำงานที่กำลังถูกเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยีและ AI

รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum สำรวจนายจ้างมากกว่า 1,000 ราย ครอบคลุมแรงงานกว่า 14 ล้านคนใน 55 ประเทศ เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของงานและทักษะช่วงปี 2025-2030

ทักษะด้านเทคโนโลยีที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ AI และ Big Data, Networks และ Cybersecurity รวมถึง Technology Literacy หรือความสามารถในการเข้าใจและใช้เทคโนโลยี

แต่ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็น ทักษะมนุษย์ยังมีความสำคัญ ทั้ง การคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว ภาวะผู้นำและอิทธิพลทางสังคม รวมถึงความใฝ่รู้และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

World Economic Forum ประเมินว่า ทักษะเดิมของแรงงานโดยเฉลี่ย 39% จะเปลี่ยนไปหรือล้าสมัยภายในปี 2030 และหากแรงงานโลกมี 100 คน จะมี 59 คนที่ต้องได้รับการฝึกทักษะเพิ่มเติม

ภาพนี้ทำให้ตลาดการศึกษาไม่ได้จบอยู่ที่วัยเรียน แต่ขยายไปสู่การเพิ่มทักษะและเปลี่ยนทักษะของคนทำงานตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันฝึกอบรม และแพลตฟอร์มออนไลน์พัฒนาบริการใหม่

สำหรับไทย โจทย์จึงไม่ใช่การสอนเด็กให้แข่งขันกับ AI แต่คือ สอนให้ใช้ AI ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และความเป็นผู้นำ

ทิศทางธุรกิจการศึกษาจากนี้จึงกำลังเปลี่ยนจากการขายหลักสูตร ไปสู่ การสร้างทักษะและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ ผู้ประกอบการที่เชื่อมการเรียนกับโลกการทำงานได้เร็ว มีโอกาสเติบโตได้ แม้จำนวนผู้เรียนในระบบโรงเรียนไทยจะลดลงก็ตาม