พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เปิดกรอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินได้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป้าหมายการใช้เงินออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ส่วนละ 200,000 ล้านบาท
ส่วนแรกเป็นวงเงินสำหรับช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยมีโครงการสำคัญอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่ง ครม.อนุมัติกรอบวงเงินไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ ประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
แต่ส่วนที่ต้องจับตาในระยะต่อไปคือวงเงินอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะไม่ใช่เงินเยียวยาระยะสั้น แต่เป็นเงินที่มีเป้าหมายปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนพลังงานทดแทน และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
เงิน 2 แสนล้าน เปิดตลาดพลังงานใหม่
การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานมีความหมายมากกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพราะหากประเทศไทยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แต่ระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย และการบริหารโครงข่ายไม่สามารถรองรับไฟฟ้าที่ผลิตแบบกระจายตัวได้ การลงทุนก็อาจไม่เกิดประโยชน์เต็มที่
ทิศทางการใช้เงินจึงครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานทดแทน ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
เม็ดเงินดังกล่าวมีโอกาสสร้างตลาดใหม่ให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ผู้รับเหมาระบบ ธุรกิจโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ ไปจนถึงธุรกิจพัฒนาทักษะแรงงาน
แต่คำถามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยคือ เงินลงทุนจะสร้าง Local Content ในประเทศได้มากเพียงใด เพราะหากอุปกรณ์หลักยังต้องนำเข้าจำนวนมาก เม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นอาจไหลออกนอกประเทศแทนที่จะหมุนเวียนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการไทย
สรุปข่าว
พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เปิดกรอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินได้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป้าหมายการใช้เงินออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ส่วนละ 200,000 ล้านบาท
ส่วนแรกเป็นวงเงินสำหรับช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยมีโครงการสำคัญอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่ง ครม.อนุมัติกรอบวงเงินไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ ประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
แต่ส่วนที่ต้องจับตาในระยะต่อไปคือวงเงินอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะไม่ใช่เงินเยียวยาระยะสั้น แต่เป็นเงินที่มีเป้าหมายปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนพลังงานทดแทน และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
เงิน 2 แสนล้าน เปิดตลาดพลังงานใหม่
การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานมีความหมายมากกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพราะหากประเทศไทยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แต่ระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย และการบริหารโครงข่ายไม่สามารถรองรับไฟฟ้าที่ผลิตแบบกระจายตัวได้ การลงทุนก็อาจไม่เกิดประโยชน์เต็มที่
ทิศทางการใช้เงินจึงครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานทดแทน ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
เม็ดเงินดังกล่าวมีโอกาสสร้างตลาดใหม่ให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ผู้รับเหมาระบบ ธุรกิจโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ ไปจนถึงธุรกิจพัฒนาทักษะแรงงาน
แต่คำถามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยคือ เงินลงทุนจะสร้าง Local Content ในประเทศได้มากเพียงใด เพราะหากอุปกรณ์หลักยังต้องนำเข้าจำนวนมาก เม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นอาจไหลออกนอกประเทศแทนที่จะหมุนเวียนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการไทย
3 ตลาดใหญ่ โซลาร์-EV-โครงข่ายไฟฟ้า
หนึ่งในทิศทางสำคัญคือการผลักดัน Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน เพื่อให้บ้านเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดปริมาณไฟที่ต้องซื้อจากระบบ และในอนาคตสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้
รัฐบาลได้วางแนวทาง Solar Rooftop ภาคประชาชนควบคู่กับระบบ Net Billing พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดขั้นตอนการขออนุญาตและการเชื่อมต่อระบบ โดยกรณีขายไฟส่วนเกินกลับเข้าระบบ ตั้งเป้าให้กระบวนการที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จภายใน 30 วัน ส่วนกรณีผลิตใช้เองโดยไม่ขายไฟ กำหนดเป้าหมายไม่เกิน 7 วัน
ตลาดจึงไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้ขายแผงโซลาร์ แต่ครอบคลุมอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ มิเตอร์ อุปกรณ์ควบคุมไฟ ผู้รับเหมาติดตั้ง วิศวกรตรวจสอบระบบ และธุรกิจบำรุงรักษา
อีกตลาดคือ การขนส่งพลังงานสะอาด ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะที่เปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้ไฟฟ้า ซึ่งสามารถสร้างดีมานด์ต่อเนื่องไปยังแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ ระบบบริหารจัดการรถ ชิ้นส่วน และงานซ่อมบำรุง
ขณะที่ตลาดที่สามคือการพัฒนา โครงข่ายไฟฟ้าและ Smart Grid เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากการส่งไฟทางเดียวจากโรงไฟฟ้าไปหาผู้ใช้ ไปสู่ระบบที่บ้านและธุรกิจสามารถผลิตไฟและส่งไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่โครงข่ายได้
สามส่วนนี้จึงต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะการเพิ่ม Solar Rooftop โดยไม่พัฒนาโครงข่าย หรือเพิ่มรถ EV โดยไม่มีระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จเพียงพอ อาจทำให้ประโยชน์จากการลงทุนเกิดขึ้นไม่เต็มที่
Solar Rooftop มีโอกาสเดินหน้าก่อน
ในบรรดาธุรกิจพลังงานใหม่ Solar Rooftop เป็นหนึ่งในโครงการที่มีความพร้อมสูง เพราะเทคโนโลยีมีอยู่แล้ว ผู้ประกอบการมีจำนวนมาก และประชาชนสามารถเห็นผลผ่านค่าไฟได้โดยตรง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยระบุว่า เงินประมาณ 50,000–60,000 ล้านบาท มีแนวโน้มถูกใช้กับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและโครงการ Solar Rooftop โดยมีสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยด้านสินเชื่อ
อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงเปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งและอุปกรณ์ Solar Rooftop ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมถึง 30 กันยายน 2569 และเริ่มประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ติดตั้งและอุปกรณ์ก่อนการขยายตัวของตลาด
นั่นหมายความว่าโอกาสไม่ได้จำกัดอยู่กับบริษัทพลังงานรายใหญ่ ผู้ประกอบการ SME ในต่างจังหวัดอาจเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ตั้งแต่งานสำรวจหลังคา ออกแบบ ติดตั้ง เดินระบบไฟ ตรวจสอบ และบำรุงรักษาได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังต้องรอรายละเอียดอย่างเป็นทางการคือ รูปแบบการสนับสนุนของรัฐ จำนวนครัวเรือนเป้าหมาย เงินที่ประชาชนต้องร่วมจ่าย และอัตรารับซื้อไฟส่วนเกิน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าตลาด Solar Rooftop รอบใหม่นี้จะมีขนาดใหญ่เพียงใด
เงินกู้ 2 แสนล้าน ไม่ใช่ใครเสนอโครงการก็ได้
แม้มีวงเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสูงถึง 200,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการที่หน่วยงานเสนอจะได้รับเงิน เพราะการใช้เงินต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและอนุมัติตามกรอบของ พ.ร.ก.
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่คุณภาพของโครงการ ไม่ใช่เพียงความสามารถในการเบิกจ่ายเงิน เพราะการลงทุนควรสามารถตอบได้ว่า ช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการนำเข้าพลังงาน สร้างงาน เพิ่มประสิทธิภาพระบบไฟฟ้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศได้มากเพียงใด
โดยเฉพาะการจัดซื้ออุปกรณ์พลังงานสะอาด หากนโยบายสามารถเชื่อมการลงทุนกับการผลิตในประเทศได้ ก็มีโอกาสสร้างผลทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปถึงโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ชิ้นส่วน แบตเตอรี่ งานวิศวกรรม และ SME ในห่วงโซ่อุปทาน
ในทางกลับกัน หากการลงทุนส่วนใหญ่กลายเป็นการนำเข้าอุปกรณ์สำเร็จรูป ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยก็จะลดลง แม้ว่าประเทศจะได้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มขึ้นก็ตาม
เงิน 2 แสนล้าน ใครจะได้ประโยชน์?
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการถามว่า “รัฐบาลจะใช้เงิน 200,000 ล้านบาทกับอะไร”
สิ่งที่ต้องจับตาคือ เงินจะลงไปถึงใคร
หากออกแบบเงื่อนไขให้ SME และผู้ผลิตในประเทศเข้าถึงงานได้ ตลาดใหม่อาจกระจายตั้งแต่ผู้ติดตั้ง Solar Rooftop ช่างไฟ วิศวกร ผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ EV ไปจนถึงธุรกิจซอฟต์แวร์และระบบบริหารพลังงาน
แต่หากเงื่อนไขโครงการต้องใช้เงินลงทุนสูง มีข้อกำหนดที่ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าไม่ถึง หรือพึ่งพาอุปกรณ์นำเข้าเป็นหลัก โอกาสจากเงินก้อนนี้อาจกระจุกอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่และผู้นำเข้า
ดังนั้น ตัวชี้วัดความสำเร็จของเงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ควรวัดเพียงว่าเบิกจ่ายครบ 200,000 ล้านบาทหรือไม่ แต่ต้องดูว่าเงินสามารถลดต้นทุนพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล สร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจไทยได้มากเพียงใด
หากทำได้ สามารถกลายเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างตลาดพลังงานใหม่ของประเทศไทยในระยะยาว
- “ไทยช่วยไทยพลัส” ถูกใจคน แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่ค่าครองชีพ-หนี้ครัวเรือน
- “เอกนิติ” วางไทยเชื่อมอาเซียน ผ่าน “Trusted Connector”
- "รัฐบาล" ลุย 2 แสนลบ. เปลี่ยนผ่าน ลดพึ่งพา รองรับเศรษฐกิจพลังงานสะอาด
- นายกฯ ขอบคุณสภาฯ ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย
- “นายกฯ” พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ที่มารูปภาพ : chatgpt
