สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยในรายงานภาวะสังคมไทย โดยอ้างข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ NCB ว่า ในปี 2568 ผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย 1 คน มีบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เฉลี่ย 1.11–1.22 บัญชี สูงกว่าช่วงปี 2564–2567 ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 1.06–1.07 บัญชี ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 1.08 บัญชี
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้กู้ทุกคนกำลังกู้ซื้อบ้านหลายหลัง แต่สะท้อนว่ามีผู้กู้บางส่วนขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งสภาพัฒน์มองว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต
หนึ่งในช่องว่างที่ถูกจับตาคือความถี่ของการรายงานข้อมูลเครดิต หากภาระหนี้จากสินเชื่อที่เพิ่งได้รับอนุมัติยังไม่ปรากฏในระบบทันที สถาบันการเงินแห่งอื่นอาจยังไม่เห็นภาระหนี้ล่าสุดทั้งหมดของผู้ขอสินเชื่อ
จึงมีข้อเสนอให้เพิ่มความถี่ในการรายงานข้อมูลเครดิต เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินประเมินภาระหนี้ของผู้กู้ได้ใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากขึ้นก่อนอนุมัติสินเชื่อใหม่
ความเสี่ยงจะยิ่งสูงหากการซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายหน่วยไม่ได้เกิดจากความต้องการอยู่อาศัยจริง แต่เป็นการลงทุนโดยคาดหวังรายได้จากค่าเช่าหรือการเพิ่มขึ้นของราคาทรัพย์สิน
หากหาผู้เช่าไม่ได้ ค่าเช่าต่ำกว่าที่คาด หรือราคาที่อยู่อาศัยไม่เพิ่มขึ้นตามแผน ผู้กู้จะต้องรับภาระผ่อนหลายสัญญาจากรายได้ของตัวเอง และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะกู้เกินความสามารถในการชำระหนี้
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้กู้ หากหนี้เสียเพิ่มขึ้น ธนาคารอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งท้ายที่สุดอาจกระทบผู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงด้วย
LTV 100% ต่อถึงกลางปี 2570
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการสำคัญของภาครัฐ
ธนาคารแห่งประเทศไทยขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ Loan-to-Value หรือ LTV ออกไปอีก 1 ปี โดยกำหนดเพดาน LTV สูงสุด 100% สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2570
มาตรการครอบคลุมที่อยู่อาศัยมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และที่อยู่อาศัยมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังแรก
การผ่อนคลายดังกล่าวหมายถึงผู้ซื้อมีโอกาสได้รับสินเชื่อสูงสุดถึง 100% ของมูลค่าหลักประกันตามเกณฑ์ แต่ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะกู้ได้เต็ม 100% โดยอัตโนมัติ เพราะธนาคารยังต้องพิจารณารายได้ ภาระหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ และความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละราย
ลดค่าโอน-จำนองเหลือ 0.01%
อีกมาตรการคือการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ซึ่งได้รับการต่ออายุถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 เช่นกัน
มาตรการครอบคลุมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ ที่ดินพร้อมอาคาร และห้องชุด โดยราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท สำหรับผู้ซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย
เมื่อใช้ควบคู่กับการผ่อนคลาย LTV จึงช่วยลดทั้งภาระเงินก้อนในวันโอนและข้อจำกัดด้านเงินดาวน์บางส่วน ทำให้ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 เป็นช่วงสำคัญของผู้ประกอบการในการระบายสต็อกที่อยู่อาศัย
แต่การผ่อนคลาย LTV ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเก็งกำไร ธปท. ระบุว่าการขยายมาตรการเป็นการช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังต้องรักษามาตรฐานการให้สินเชื่อที่เหมาะสม
ยอดโอนครึ่งปีแรกพุ่ง 17.6%
มาตรการภาครัฐเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC รายงานว่า ครึ่งแรกปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8%
แต่โครงสร้างตลาดมีความน่าสนใจ เพราะ บ้านมือสองมีสัดส่วนถึง 63% ขณะที่บ้านใหม่อยู่ที่ 37% โดย REIC มองว่าความคุ้มค่าด้านราคาต่อตารางเมตรและทำเลใกล้เมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านมือสองได้รับความสนใจมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดบ้านมือสอง ไม่ว่าจะเป็นนายหน้า แพลตฟอร์มประกาศขาย บริการประเมินราคา รีโนเวต ตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง
ในทางกลับกัน ผู้พัฒนาโครงการใหม่ต้องแข่งขันหนักขึ้นกับอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วและมีราคาต่ำกว่า การลดราคาและเพิ่มโปรโมชั่นสามารถช่วยระบายสต็อกได้ แต่ก็อาจแลกมากับอัตรากำไรที่ลดลง
ยอดโอนพุ่ง แต่ตลาดอสังหาฯ ยังเปราะบาง
แม้ตัวเลขครึ่งปีแรกเติบโตถึง 17.6% แต่ REIC ประเมินว่า ตลอดปี 2569 จะมีการโอนประมาณ 323,479 หน่วย เพิ่มขึ้นเพียง 2.3% และมีมูลค่าประมาณ 880,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8%
เมื่อนำประมาณการทั้งปีหักด้วยยอดโอนครึ่งแรก จะเหลือการโอนในครึ่งปีหลังประมาณ 155,814 หน่วย สะท้อนว่าแรงส่งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีอาจไม่ได้ดำเนินต่อด้วยความร้อนแรงในระดับเดียวกันตลอดทั้งปี
REIC ยังประเมินต่อไปว่า ปี 2570 จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์อาจลดลง 0.9% เหลือประมาณ 320,617 หน่วย แม้มูลค่าการโอนจะเพิ่มขึ้น 3.1% เป็นประมาณ 908,358 ล้านบาท
ภาพรวมจึงเป็นตลาดที่มีสัญญาณฟื้น แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด ต้นทุนก่อสร้าง และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “กระตุ้นตลาดบ้าน” กับ “คุมสินเชื่อ” แต่ต้องเดินสองด้านพร้อมกัน คือช่วยให้ผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันต้องปิดช่องการก่อหนี้ซ้อนหรือการกู้เกินตัว เพื่อไม่ให้มาตรการที่ใช้พยุงตลาดวันนี้กลายเป็นปัญหา NPL ในอนาคต
สรุปข่าว
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยในรายงานภาวะสังคมไทย โดยอ้างข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ NCB ว่า ในปี 2568 ผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย 1 คน มีบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เฉลี่ย 1.11–1.22 บัญชี สูงกว่าช่วงปี 2564–2567 ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 1.06–1.07 บัญชี ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 1.08 บัญชี
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้กู้ทุกคนกำลังกู้ซื้อบ้านหลายหลัง แต่สะท้อนว่ามีผู้กู้บางส่วนขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งสภาพัฒน์มองว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต
หนึ่งในช่องว่างที่ถูกจับตาคือความถี่ของการรายงานข้อมูลเครดิต หากภาระหนี้จากสินเชื่อที่เพิ่งได้รับอนุมัติยังไม่ปรากฏในระบบทันที สถาบันการเงินแห่งอื่นอาจยังไม่เห็นภาระหนี้ล่าสุดทั้งหมดของผู้ขอสินเชื่อ
จึงมีข้อเสนอให้เพิ่มความถี่ในการรายงานข้อมูลเครดิต เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินประเมินภาระหนี้ของผู้กู้ได้ใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากขึ้นก่อนอนุมัติสินเชื่อใหม่
ความเสี่ยงจะยิ่งสูงหากการซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายหน่วยไม่ได้เกิดจากความต้องการอยู่อาศัยจริง แต่เป็นการลงทุนโดยคาดหวังรายได้จากค่าเช่าหรือการเพิ่มขึ้นของราคาทรัพย์สิน
หากหาผู้เช่าไม่ได้ ค่าเช่าต่ำกว่าที่คาด หรือราคาที่อยู่อาศัยไม่เพิ่มขึ้นตามแผน ผู้กู้จะต้องรับภาระผ่อนหลายสัญญาจากรายได้ของตัวเอง และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะกู้เกินความสามารถในการชำระหนี้
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้กู้ หากหนี้เสียเพิ่มขึ้น ธนาคารอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งท้ายที่สุดอาจกระทบผู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงด้วย
LTV 100% ต่อถึงกลางปี 2570
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการสำคัญของภาครัฐ
ธนาคารแห่งประเทศไทยขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ Loan-to-Value หรือ LTV ออกไปอีก 1 ปี โดยกำหนดเพดาน LTV สูงสุด 100% สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2570
มาตรการครอบคลุมที่อยู่อาศัยมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และที่อยู่อาศัยมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังแรก
การผ่อนคลายดังกล่าวหมายถึงผู้ซื้อมีโอกาสได้รับสินเชื่อสูงสุดถึง 100% ของมูลค่าหลักประกันตามเกณฑ์ แต่ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะกู้ได้เต็ม 100% โดยอัตโนมัติ เพราะธนาคารยังต้องพิจารณารายได้ ภาระหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ และความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละราย
ลดค่าโอน-จำนองเหลือ 0.01%
อีกมาตรการคือการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ซึ่งได้รับการต่ออายุถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 เช่นกัน
มาตรการครอบคลุมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ ที่ดินพร้อมอาคาร และห้องชุด โดยราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท สำหรับผู้ซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย
เมื่อใช้ควบคู่กับการผ่อนคลาย LTV จึงช่วยลดทั้งภาระเงินก้อนในวันโอนและข้อจำกัดด้านเงินดาวน์บางส่วน ทำให้ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 เป็นช่วงสำคัญของผู้ประกอบการในการระบายสต็อกที่อยู่อาศัย
แต่การผ่อนคลาย LTV ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเก็งกำไร ธปท. ระบุว่าการขยายมาตรการเป็นการช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังต้องรักษามาตรฐานการให้สินเชื่อที่เหมาะสม
ยอดโอนครึ่งปีแรกพุ่ง 17.6%
มาตรการภาครัฐเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC รายงานว่า ครึ่งแรกปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8%
แต่โครงสร้างตลาดมีความน่าสนใจ เพราะ บ้านมือสองมีสัดส่วนถึง 63% ขณะที่บ้านใหม่อยู่ที่ 37% โดย REIC มองว่าความคุ้มค่าด้านราคาต่อตารางเมตรและทำเลใกล้เมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านมือสองได้รับความสนใจมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดบ้านมือสอง ไม่ว่าจะเป็นนายหน้า แพลตฟอร์มประกาศขาย บริการประเมินราคา รีโนเวต ตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง
ในทางกลับกัน ผู้พัฒนาโครงการใหม่ต้องแข่งขันหนักขึ้นกับอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วและมีราคาต่ำกว่า การลดราคาและเพิ่มโปรโมชั่นสามารถช่วยระบายสต็อกได้ แต่ก็อาจแลกมากับอัตรากำไรที่ลดลง
ยอดโอนพุ่ง แต่ตลาดอสังหาฯ ยังเปราะบาง
แม้ตัวเลขครึ่งปีแรกเติบโตถึง 17.6% แต่ REIC ประเมินว่า ตลอดปี 2569 จะมีการโอนประมาณ 323,479 หน่วย เพิ่มขึ้นเพียง 2.3% และมีมูลค่าประมาณ 880,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8%
เมื่อนำประมาณการทั้งปีหักด้วยยอดโอนครึ่งแรก จะเหลือการโอนในครึ่งปีหลังประมาณ 155,814 หน่วย สะท้อนว่าแรงส่งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีอาจไม่ได้ดำเนินต่อด้วยความร้อนแรงในระดับเดียวกันตลอดทั้งปี
REIC ยังประเมินต่อไปว่า ปี 2570 จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์อาจลดลง 0.9% เหลือประมาณ 320,617 หน่วย แม้มูลค่าการโอนจะเพิ่มขึ้น 3.1% เป็นประมาณ 908,358 ล้านบาท
ภาพรวมจึงเป็นตลาดที่มีสัญญาณฟื้น แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด ต้นทุนก่อสร้าง และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “กระตุ้นตลาดบ้าน” กับ “คุมสินเชื่อ” แต่ต้องเดินสองด้านพร้อมกัน คือช่วยให้ผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันต้องปิดช่องการก่อหนี้ซ้อนหรือการกู้เกินตัว เพื่อไม่ให้มาตรการที่ใช้พยุงตลาดวันนี้กลายเป็นปัญหา NPL ในอนาคต
LTV 100% ต่อถึงกลางปี 2570
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการสำคัญของภาครัฐ
ธนาคารแห่งประเทศไทยขยายเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ Loan-to-Value หรือ LTV ออกไปอีก 1 ปี โดยกำหนดเพดาน LTV สูงสุด 100% สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2570
มาตรการครอบคลุมที่อยู่อาศัยมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และที่อยู่อาศัยมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังแรก
การผ่อนคลายดังกล่าวหมายถึงผู้ซื้อมีโอกาสได้รับสินเชื่อสูงสุดถึง 100% ของมูลค่าหลักประกันตามเกณฑ์ แต่ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะกู้ได้เต็ม 100% โดยอัตโนมัติ เพราะธนาคารยังต้องพิจารณารายได้ ภาระหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ และความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละราย
ลดค่าโอน-จำนองเหลือ 0.01%
อีกมาตรการคือการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ซึ่งได้รับการต่ออายุถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 เช่นกัน
มาตรการครอบคลุมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ ที่ดินพร้อมอาคาร และห้องชุด โดยราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท สำหรับผู้ซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย
เมื่อใช้ควบคู่กับการผ่อนคลาย LTV จึงช่วยลดทั้งภาระเงินก้อนในวันโอนและข้อจำกัดด้านเงินดาวน์บางส่วน ทำให้ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 เป็นช่วงสำคัญของผู้ประกอบการในการระบายสต็อกที่อยู่อาศัย
แต่การผ่อนคลาย LTV ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเก็งกำไร ธปท. ระบุว่าการขยายมาตรการเป็นการช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังต้องรักษามาตรฐานการให้สินเชื่อที่เหมาะสม
ยอดโอนครึ่งปีแรกพุ่ง 17.6%
มาตรการภาครัฐเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC รายงานว่า ครึ่งแรกปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8%
แต่โครงสร้างตลาดมีความน่าสนใจ เพราะ บ้านมือสองมีสัดส่วนถึง 63% ขณะที่บ้านใหม่อยู่ที่ 37% โดย REIC มองว่าความคุ้มค่าด้านราคาต่อตารางเมตรและทำเลใกล้เมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านมือสองได้รับความสนใจมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดบ้านมือสอง ไม่ว่าจะเป็นนายหน้า แพลตฟอร์มประกาศขาย บริการประเมินราคา รีโนเวต ตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง
ในทางกลับกัน ผู้พัฒนาโครงการใหม่ต้องแข่งขันหนักขึ้นกับอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วและมีราคาต่ำกว่า การลดราคาและเพิ่มโปรโมชั่นสามารถช่วยระบายสต็อกได้ แต่ก็อาจแลกมากับอัตรากำไรที่ลดลง
ยอดโอนพุ่ง แต่ตลาดอสังหาฯ ยังเปราะบาง
แม้ตัวเลขครึ่งปีแรกเติบโตถึง 17.6% แต่ REIC ประเมินว่า ตลอดปี 2569 จะมีการโอนประมาณ 323,479 หน่วย เพิ่มขึ้นเพียง 2.3% และมีมูลค่าประมาณ 880,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8%
เมื่อนำประมาณการทั้งปีหักด้วยยอดโอนครึ่งแรก จะเหลือการโอนในครึ่งปีหลังประมาณ 155,814 หน่วย สะท้อนว่าแรงส่งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีอาจไม่ได้ดำเนินต่อด้วยความร้อนแรงในระดับเดียวกันตลอดทั้งปี
REIC ยังประเมินต่อไปว่า ปี 2570 จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์อาจลดลง 0.9% เหลือประมาณ 320,617 หน่วย แม้มูลค่าการโอนจะเพิ่มขึ้น 3.1% เป็นประมาณ 908,358 ล้านบาท
ภาพรวมจึงเป็นตลาดที่มีสัญญาณฟื้น แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด ต้นทุนก่อสร้าง และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “กระตุ้นตลาดบ้าน” กับ “คุมสินเชื่อ” แต่ต้องเดินสองด้านพร้อมกัน คือช่วยให้ผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันต้องปิดช่องการก่อหนี้ซ้อนหรือการกู้เกินตัว เพื่อไม่ให้มาตรการที่ใช้พยุงตลาดวันนี้กลายเป็นปัญหา NPL ในอนาคต
ที่มารูปภาพ : chatgpt
